"สภาสถาปนิก" ยื่น 'บิ๊กตู่' ซ้ำรอบ 2 จี้! ทอท. ทบทวน "เทอร์มินอล 2"

12 October 2018






วันที่ 12 ต.ค. 2561 - พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน นายกสภาสถาปนิก ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงการยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาทบทวนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 2 หรือ เทอร์มินอล 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า เคยยื่นเรื่องไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งต้องการยื่นให้นายกรัฐมนตรีทราบ หลังจากนั้นไม่แน่ใจว่า หนังสือไปถึงไหนแล้ว และไม่แน่ใจว่า เอกสารจะเข้าถึงนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ดังนั้น เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้มายื่นหนังสืออีกครั้งผ่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ซึ่งท่านรองเลขาฯ ก็บอกว่า จะนำหนังสือไปส่งให้นายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่ง



"เราต้องการให้นายกรัฐมนตรีรับทราบประเด็นปัญหาที่เราเขียนไปเรื่องการวางตำแหน่งอาคารให้ตรงกับมาสเตอร์แพลนของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2533 หรือ 25 ปีที่แล้ว เท่านั้นเอง เพราะระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ จะไม่สอดคล้องกัน และชี้ว่า ในอนาคตจะมีปัญหาอะไรบ้าง" นายกสภาสถาปนิก กล่าว

นายกฯสภาสถาปนิก กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สภาสถาปนิกตั้งคำถามกับ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. คือ ทำไมไม่ต่อเติมฝั่งตะวันและตะวันออกก่อน ตามมาสเตอร์แพลน เพราะสร้างเทอร์มินอลแปะไว้ด้านข้างแบบนี้ จะใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 4.2 หมื่นล้านบาท เพราะถ้ายังสร้างแบบนี้ผลกระทบ คือ การจราจรบนถนนมอเตอร์เวย์จะมีคนเดินทางมาสุวรรณภูมิมากขึ้น ถามว่า มอเตอร์เวย์จะรองรับไหวหรือไม่ เพราะรถเข้ามาในปริมาณมาก เดิมทีเขาสร้างให้มาสุวรรณภูมิฝั่งบางนา-ตราดได้ส่วนหนึ่ง และมอเตอร์เวย์ส่วนหนึ่ง และต่อไปจะมีการเชื่อม 3 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา และดอนเมือง กำลังจะมีรถไฟฟ้าอยู่แล้ว

"ดังนั้น ถ้าจะทำตรงนี้ ไปสร้างเทอร์มินอล 2 จริง ๆ ดีกว่าหรือไม่ หรือ ไปพัฒนาดอนเมืองจะดีกว่า ถ้าข้อมูลนี้ ทอท. ยังชี้แจงต่อสาธารณะไม่ชัดเจน มันก็เป็นความคลุมเครือว่า มันเกิดอะไรขึ้น ประชาชนก็จะตั้งข้อสงสัย ถ้าชี้แจงออกมาให้ชัดแล้วเป็นผลดีกับประเทศชาติ ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ก็ทำได้ แต่ที่เราต้องการถาม คือ เป็นผลดีรึเปล่า เราไม่ได้มาคัดค้านอะไรมากมาย เพียงแต่เรารู้สึกว่า ทำไปแล้วจะเกิดผลดีหรือเสีย เงินตั้ง 4.2 หมื่นล้าน ไม่ใช่เงินน้อย ๆ นะคุณ" แต่ ทอท. ก็ไม่เคยออกมาบอกเลย มีแต่จะเซ็นสัญญาอย่างเดียว ผมก็ไม่รู้ว่าเขาได้ฟังความเห็นแล้วนำไปคิดหรือไม่ หรือไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้แล้ว"

พลเรือเอกฐนิธ กล่าวว่า ส่วนท่าทีของสภาสถาปนิกและภาคีเครือข่ายนั้น ทราบว่าจะมีการจัดเสวนาและแถลงข่าวอีก 2 องค์กร คือ วันที่ 16 ต.ค. สมาคมสถาปนิกสยามจะมีการเสวนาเรื่อง "กะเทาะเปลือกสุวรรณภูมิเฟส 2" และวันที่ 18 ต.ค. จะมีเวทีขององค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) ซึ่งทำหนังสือเชิญมาถึงสภาสถาปนิก โดยมอบหมายให้ พลอากาศตรี ม.ล.ประกิตติ เกษมสันต์ เลขาธิการสภาสถาปนิก ไปร่วมเสวนาด้วย และในกำหนดการมีการเชิญ นายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ร่วมเวทีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือที่สภาสถาปนิกยื่นถึงนายกรัฐมนตรีวันที่ 1 และ 10 ต.ค. ระบุว่า ขอให้ตรวจสอบข้อมูลและทบทวนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งแนบแผนแม่บทการพัฒนาท่าอาศยานสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi Airport Master plan) และทำสำเนาหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) และผู้อํานวยการใหญ่บริษัทท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน)




เนื้อหาเอกสารระบุว่า ตามที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้ออกแบบ อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ งานตามการคัดเลือกดังกล่าวเป็นงานวิชาชีพสถาปัตยกรรม ควบคุมสภาสถาปนิกในฐานะที่เป็นองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม และพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543 มาตรา 7(6) กำหนดวัตถุประสงค์ให้สภาสถาปนิก "ให้คำปรึกษา หรือ ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายและปัญหาด้านสถาปัตยกรรมรวมทั้งด้านเทคโนโลยี "






สภาสถาปนิกได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินโครงการอันอาจจะส่งผลกระทบต่อ ความสามารถในการให้บริการด้านการบิน และการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต่อไปในอนาคต ข้อมูลต่อไปนี้อาจเป็นประโยชน์และสามารถใช้ประกอบการพิจารณาในการบริหารโครงการต่อไป สภาสถาปนิกจึงขอกราบเรียน ดังนี้ 1.ตำแหน่งที่ตั้งอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ไม่เป็นไปตามผังแม่บท (Master Plan) เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการออกแบบผังแม่บท ซึ่งได้รับการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังสนามบินโดยทั่วไป แล้วผังแม่บทถือเป็น "ยุทธศาสตร์" ในการพัฒนาและบริหารจัดการโครงการ

2.ตำแหน่งที่ตั้งอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน อาจมีปัญหาทางเทคนิค เช่น ปัญหาการสัญจรทั้งภาคอากาศและภาคพื้น ปัญหาในการบริหารจัดการการบริการด้านการบิน รวมถึงอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนการบริหารจัดการในระยะยาว

3.ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากข้อจำกัดของขนาดและตำแหน่งพื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

4. ทอท. มีโครงการพัฒนาอื่นรองรับการขยายตัวของจำนวนผู้โดยสารอยู่แล้ว เช่น อาคาร Satellite ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง การขยายอาคารผู้โดยสารเดิมออกไปด้านทิศตะวันออกและตะวันตก รวมถึงการสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ด้านทิศใต้ เพื่อให้การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุด สภาสถาปนิกจึงขอกราบเรียนให้ทราบข้อมูลเพื่อโปรดพิจารณาสั่งการ ให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาบริหารโครงการและทบทวนโครงการก่อสร้าง อาคารผู้โดยสาร หลังที่ 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต่อไป



สภาสถาปนิก โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร พลเรือเอกฐนิธ กิตติอำพน นายกสภาสถาปนิก เทอมินอล Terminal 2