ทางออกนอกตำรา : "พล.อ.อภิรัชต์" ครับ เลิกกินตับคนไทย รู้มั้ย..กำไรสลากเกินราคาปีละ2หมื่นล้าน

6 September 2018






กลายเป็นประเด็นที่ชวนขบคิดกันในวงกว้าง ถึงนโยบายของคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มี "พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์" ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานแทนที่ปลัดกระทรวงการคลังที่เคยนั่งเป็นประธานมาทุกยุคทุกสมัย มีมติอันเฉียบขาดเพิ่มยอดการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่งวดวันที่ 1กันยายน 2561เป็นต้นไป จากเดิมที่พิมพ์ออกมาจำหน่ายงวดละ 80-88ล้านฉบับ เป็น 90ล้านฉบับต่องวด สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมา

เรียกว่าพิมพ์สลากออกมาขายเพิ่มขึ้นตามความต้องการของประชาชน 2-10ล้านฉบับต่องวด เดือนหนึ่งมีการพิมพ์ขาย 2งวด เท่ากับว่าในแต่ละเดือนประชาชนคนไทยจะซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกันถล่มทลายและน่าจะเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในโลก เดือนละ180ล้านฉบับ
สลากที่พิมพ์ออกมาถูกจัดสรรลงไปดังนี้

1.จัดสรรให้ผู้จองซื้อผ่านตู้เอทีเอ็มและแอพพลิเคชันธนาคารกรุงไทยที่ปัจจุบันมียอดคนขายรายย่อยถล่มทลาย80,000คน รวม 60ล้านฉบับ

2.จัดสรรให้ตัวแทนจำหน่ายผ่านระบบโควตา บรรดานิติบุคคล สมาคม มูลนิธิต่างๆ 30ล้านฉบับ
ฟังดูอาจธรรมดา ไม่เห็นจะตื่นเต้นตรงไหน....ใช่มั้ยครับ ลองหยุดคิดสักนิดหนึ่งครับ...

ดูนี่ครับ... ประชากรประเทศไทยตามเว็บไซต์ CIA World FactBook ระบุว่าจำนวนประชากรไทยมีอยู่ 68,414,135คน

เว็บไซต์dopa.go.th กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุจำนวนประชากรไทยเมื่อสิ้นปี 2560มีอยู่ทั้งสิ้น 66,188,503คน เป็นผู้ชาย 32,464,906คน ผู้หญิง 33,723,597คน

ผมเอาตัวเลขกลมๆ ที่ 66-68ล้านคนก็แล้วกัน เท่ากับว่า คนไทย 66-68ล้านคน ควักเงินซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในแต่ละงวดเกินกว่าจำนวนประชากรไปแล้ว 20ล้านฉบับ เรียกว่าซื้อหวยกันทั้งบ้านทั้งเมือง..นี่ยังพิมพ์เพิ่มอีก 90 ล้านฉบับ เดือนละ 180 ฉบับ ตายละเว้ย ตายละวา...


สลากกินแบ่งรัฐบาลเขาประกาศขายตามราคาหน้าตั๋ว80บาท/ฉบับ เอา 80 ล้านฉบับ คูณด้วย 80บาท เท่ากับว่าใช้เงินซื้อไป 6,400ล้านบาท/งวด เดือนหนึ่งมีการออกสลาก 2งวด เท่ากับว่าคนไทยทั้งประเทศควักเงินมาซื้อ”ความหวังว่าจะรวย”ถึง 12,800ล้านบาท

แต่ถามว่า มีใครเคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาฉบับละ 80 บาทบ้าง..คำตอบคือ ไม่มีเลย...ใช่มั้ยครับ...

มาบัดนี้คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลท่านใจดีพิมพ์สลากออกมาขายเพิ่มงวดละ90ล้านฉบับ เท่ากับว่าคนไทยจะต้องควักเงินไปซื้อสลากเพื่อหวังรวยงวดละ 7,200ล้านบาท ขายสลากเดือนละ 2ครั้ง เท่ากับว่า คนไทยจะต้องควักเงินไปซื้อหวย14,400ล้านบาท

คนไทยที่มีความหวังว่าสักวันเราจะรวยใช้เงินไปงวดละ7,200ล้านบาท แลกกับเงินรางวัลที่ 1รางวัลละ 6ล้านบาท,รางวัลที่ 2มี 5รางวัล รางวัลละ 200,000บาท, รางวัลที่ 3มี 10รางวัล รางวัลละ 80,000บาท, รางวัลที่ 4มี 50รางวัล รางวัลละ 40,000บาท, รางวัลที่ 5มี 100รางวัล รางวัลละ 20,000บาท

รางวัลข้างเคียงรางวัลที่1มี 2รางวัล รางวัลละ 100,000บาท, รางวัลเลขหน้า 3ตัว เสี่ยง 2ครั้ง มี 2,000รางวัล รางวัลละ 4,000บาท, รางวัลเลขท้าย 3ตัว เสี่ยง 2ครั้ง มี 2,000รางวัล รางวัลละ 4,000บาท และรางวัลเลขท้าย 2ตัว เสี่ยง 1ครั้ง มี 10,000รางวัล รางวัลละ 2,000บาท

เพิ่มเพื่อน
ช่างเป็นการลงทุนที่ลุ้นกันอย่างไรก็ “เหงือกแห้ง”เสียเหลือเกิน...

แต่ช่างเถอะความหวังของคนไทยเหล่านั้น ยังไม่เลวร้ายเท่ากับการที่คณะกรรมการสลากฯปล่อยให้ผู้ขายทั้ง 2กลุ่มคือรายย่อยและขาใหญ่ที่กินโควตาสลาก ขายเกินราคากันอยู่จนบัดป่านนี้ โดยทำอะไรไม่ได้ หรือทำได้ แต่ทำแบบขอไปที เพราะ “เค้กก้อนนี้มันมหาศาล”ชนิดที่ทำให้คนบางคนตาบอดจนมองไม่เห็น

ผมมีข้อมูลที่ประจักษ์ชัดว่า เครือข่ายธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นหากินกับการขายเกินราคากันจนพุงกาง โดยหากผู้ค้าขายไปคู่ละ 100บาท เกินหน้าตั๋ว 20 บาท กำไรส่วนเกินต่อเดือนจะมากถึง 920ล้านบาท ปีหนึ่งฟันกำไรกันทั้งระบบ11,040 ล้านบาท

แล้วถ้าหากขายสลากเกินราคา40บาทต่อฉบับ หรือขายกันทั่วไปคู่ละ 120 บาท กำไรส่วนเกินจะเบิ้ลเป็น 2เท่าตัว คิดเป็นต่อเดือนละ 1,840 ล้านบาท ปีละ 22,080 ล้านบาท ใช่มั้ย....เห็นกำไรก้อนโตกันหรือยัง....

แล้วทำไมถึงทำกันได้ทั้งๆ ที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีคำสั่งที่ 11/2558 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลไปตั้งแต่วันที่ 1พฤษภาคม 2558 แก้ 3เรื่องใหญ่คือ กำหนดสัดส่วนเงินรางวัล จัดสรรกำไรให้ผู้จำหน่าย และลงโทษขายเกินราคาดังนี้

(1) ร้อยละหกสิบเป็นเงินรางวัล

(2) ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบเป็นรายได้แผ่นดิน

(3) ไม่เกินกว่าร้อยละสิบเจ็ดเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย

(4) ร้อยละสามเป็นเงินกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม ต่อมามีการแก้เป็น 1%



ในหมวดแบ่งจัดสรรรายได้กำหนดว่าต้องแบ่ง14%เป็นส่วนลดให้กับตัวแทนจำหน่ายสลาก ผลที่ตามมาผู้ขายรายย่อยมีต้นทุนสลากลดลงจากเดิมฉบับ หรือคู่ละ 74.40บาท เหลือ 70.40บาทต่อคู่ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยมีกำไรเพิ่มขึ้น จากเดิม 5.60บาทต่อฉบับ เพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 9.60บาท กำไรฉบับละ 7.68%

ตัวแทนจำหน่ายประเภทนิติบุคคล มูลนิธิ-สมาคมนิติบุคคล ต้นทุนเดิมคู่ละ 72.80บาท ลดเหลือ 68.80บาทต่อฉบับหรือคู่ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายกลุ่มนี้มีกำไรเพิ่มจาก 7.20บาท เป็น 11.20บาทต่อคู่หรือต่อฉบับ ให้กำไรคนขาย8.96%

สุดท้ายคือการลงโทษ กฎหมายเดิมมาตรา 39 “ผู้ใดเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้และยังไม่ได้ออกรางวัลเกินราคาที่กำหนดในสลากกินแบ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท”

ในยุคคสช. มีคำสั่ง ที่ 11/2558กำหนดว่า “มาตรา 39 ผู้ใดเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้และยังไม่ได้ออกรางวัลเกินราคาที่กำหนดในสลากกินแบ่ง ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”



แต่ถึงตอนนี้ขายเกินราคากันเกลื่อนเมือง เพราะอะไร...ถ้าไม่ใช่เค้กการฟันกำไรของไอ้โม่งจากการขายสลากเกินราคา 1-2หมื่นล้านบาทต่อปี มันไปบดบังให้หลายคนตามืด ตามัว...และบางคน “ตาเป็นมัน”ยิ่งถ้าพิมพ์ 90ล้านฉบับเข้าไปอีก ผมไม่อยากจินตนาการ และโปรดอย่ามาบอกว่าการพิมพ์เพิ่ม ทำให้ราคาขายลดลง เพราะถึงตอนนี้รัฐทำมาค้าขายโดยไม่สนใจกฎหมายห้ามขายสินค้าเกินราคาอยู่ทุกวัน

ไหนๆ ประธานกรรมการก็ถูกหัวหน้า คสช.แต่งตั้งมาทำหน้าที่ประธาน ไหนๆ ท่านก็มีอำนาจล้นเป็นถึง ผบ.ทบ. เอาให้อยู่หมัดสักทีเถอะ อย่าปล่อยให้ใครมากินกำไรจากคนจนมากขนาดนั้นเลย พ่อเจ้าพระคุณ....
|คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา
|โดย...บากบั่น บุญเลิศ
|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3398 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.2561



 


ทางออกนอกตำรา หวย พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ล็อตเตอรี่ขายเกินราคา คณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สลากกินแบ่ง