ทางออกนอกตำรา : ผู้บริหาร‘ก.ล.ต.-สช.’ จ๋า... อย่าให้ ‘โรงเรียนทำนาหลังผู้ปกครอง’

31 August 2018






กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในสังคมการศึกษาและสังคมตลาดหุ้นของเมืองไทย เมื่อ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB ผู้รับใบอนุญาตในการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ในประเทศไทย และให้บริการเกี่ยวกับการศึกษา ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวน (Filing)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)จำนวน 260 ล้านหุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 0.50 บาท


 

บริษัท เอสไอเอสบีฯ มีโรงเรียนอยู่ 5 แห่ง 1.โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ กรุงเทพฯ 2.โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ สุวรรณภูมิ 3.โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ ธนบุรี 4. โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ เอกมัย และ 5. บริษัทร่วมทุนในลักษณะกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เป็นผู้รับใบอนุญาตอีก 1 โรงเรียน คือ โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ เชียงใหม่

 

ผลประกอบการถือว่าดีมาก โดยข้อมูลที่ “เสี่ยแกะ-สมภพ กีระสุนทรพงษ์” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ชี้แจงออกมาน่าสนใจมาก โดยผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2558-2560 มีรายได้เติบโตเฉลี่ย 20.16%

ปี 2558 มีรายได้รวม 543.92 ล้านบาท ปี 2559 มีรายได้รวม 623.49 ล้านบาท ปี 2560 มีรายได้รวม 785.38 ล้านบาท โดยรายได้หลักของบริษัท เอสไอเอสบีฯ มาจากค่าธรรมเนียมการศึกษาถึง 90% ของรายได้รวม

ขณะที่ 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้รวม 465.68 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 25.92%
ขณะที่มีผลกำไรสุทธิในช่วงปี 2558 มีกำไร 76.51 ล้านบาท ปี 2559 มีกำไรจำนวน 84.73 ล้านบาท ปี 2560 มีกำไรจำนวน 59.60 ล้านบาท

และในครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทเอสไอบีเอสฯ มีกำไรสุทธิ 57.70 ล้านบาท ถ้าอีก 6 เดือนหลังจากนี้ยังทำได้เหมือนเดิมเท่ากับว่าจะมีกำไรสุทธิ 115 ล้านบาท

กำไรสุทธิของโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้มาจากไหน มาจากค่าเทอม ค่าธรรมเนียม ค่าเล่าเรียนเฉลี่ยของ SISB ทั้ง 5 แห่ง ที่คิดค่าเทอมแพงลิ่วเฉลี่ย 450,000 บาทต่อคน ตํ่าสุดอยู่ที่ 300,000 บาทต่อคน สูงสุด 650,000 บาท



ที่ปรึกษาทางการเงินระบุว่า วัตถุ ประสงค์ในการเสนอขายหุ้น IPO เงินที่ได้ส่วนใหญ่จะนำเงินไปใช้เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน บางส่วนจะนำไปปรับปรุงอาคารและซื้ออุปกรณ์การเรียน
ระบบทุนนิยมเสรีและกลไกตลาดที่มุ่งเน้น “การทำมาหาได้ ทำกำไรสูงสุดเพื่อคืนกลับไปยังผู้ถือหุ้น” กำลังรุกคืบเข้าไปในเส้นเลือดของการศึกษาไทย โดยไม่รู้ตัว...และกว่าจะสำนึกก็สายเกินไป
           

สายเกินไปเหมือนกรณีที่ ก.ล.ต.เปิดทางให้นำหุ้นโรงพยาบาล ที่เป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของรัฐ อาทิ เช่น ร.พ. บำรุงราษฎร์ ที่มีนายชัย โสภณพนิช และกลุ่มของนายชาญวิทย์ ตันติพิพัฒน์ เป็นผู้ถือหุ้น ร.พ.พญาไท ของเสี่ยวิชัย ทองแตง กลุ่ม ร.พ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)ของ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลที่ตามมาคือ “ค่าหมอ ค่ารักษาคนไข้ แพงหูดับตับไหม้” จริยธรรมในการรักษาคนไข้มาหลังการหารายได้ทางธุรกิจ

 

ขณะที่ น.พ.ปราเสริฐ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2559 โดยปี 2559 ถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 67,244 ล้านบาท รวยขึ้น 4,879 ล้านบาท พอถึงปี 2560 น.พ.ปราเสริฐ ถือครองทรัพย์สินรวม 1.047 แสนล้านบาท ขณะที่ฟอร์บส์ประกาศว่า น.พ.ปราเสริฐ เจ้าของธุรกิจโรงพยาบาลมีทรัพย์สิน 2,800 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับ 717 ของโลก
           

ที่สำคัญ ร.พ.เอกชนของกลุ่มหมอปราเสริฐ กลายเป็นธุรกิจผูกขาดตลาดไปทั่วประเทศไทย เพราะระบบทุนนิยมสามานย์ที่เน้นกำไรและการขยายอาณาจักรออกไปแบบไร้ขีดจำกัด


ไม่เชื่อ ดูรายชื่อร.พ.ในกลุ่ม BDMSได้ว่ามากมายแค่ไหน ไล่จาก กลุ่มร.พ.กรุงเทพ (ซอยศูนย์วิจัย) นั้น ปัจจุบันกระจายออกตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศในนาม ร.พ.หัวใจกรุงเทพ ร.พ.วัฒโนสถ และร.พ.กรุงเทพ สาขาจังหวัดต่างๆ อีก 20 แห่ง

 

กลุ่ม ร.พ.สมิติเวช มี 6 แห่ง กระจายออกไปทั่วทั้งที่ สุขุมวิท ศรีนครินทร์ ศรีราชา ธนบุรี ชลบุรี และ ไชน่าทาวน์

กลุ่ม ร.พ.พญาไท กระจายออกไป รวม 5 แห่ง พญาไท 1 พญาไท 2 พญาไท 3 พญาไท ศรีราชา พญาไท นวมินทร์

กลุ่มร.พ.เปาโล อีก 5 แห่งกระจายไปในพื้นที่ต่างๆ เช่น เปาโล พหลโยธิน เปาโล โชคชัย เปาโล สมุทรปราการ เปาโล รังสิต เปาโล เกษตรฯ

ลองถามตัวท่านเองว่า การนำสถานพยาบาลไปเข้าตลาดหุ้น เพื่อทำกำไรสูงสุดทำให้เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ธุรกิจกับการรักษาชีวิตคนเดินไปบนทางเส้นขนานกันโดยสิ้นเชิงเสียแล้วในปัจจุบัน แล้วตอนนี้กำลังรุกคืบมาที่การศึกษา
         

แม้ในกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่มีข้อห้ามใดๆ กำหนดว่า ห้ามธุรกิจโรงเรียน สถานพยาบาล เข้าระดมทุนในตลาดหุ้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในสังคมไทย จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ รัดกุม เพื่อสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติที่ดีของสังคม

 
ผมขอยกนิ้วให้กับ "รพี สุจริตกุล" ที่ส่งสัญญาณออกมาให้เห็นว่า แม้จะไม่มีข้อห้าม แต่ทางหน่วยงานต้นสังกัดคือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่กำกับดูแลต้องเห็นชอบก่อน จากนั้นก.ล.ต.จึงจะพิจารณา และถ้าคนค้านมากก็ยากที่ระดมทุนในตลาดหุ้น


           

ผมขอชื่นชมกับกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ 3 คน ที่เมื่อผมพูดคุยสอบถามเรื่องไป ต่างยืนยันว่าจะนำหลักคิดในเรื่องการทำกำไรสูงสุดในหุ้น กับวัตถุประสงค์ด้านการศึกษามาถกเถียงกันในบอร์ด เพื่อป้องกันความเหลื่อมลํ้าด้านการศึกษาของคนไทยในประเทศ

 
“การศึกษา” ถือว่าเป็น Public Good ในอารยประเทศการบริการทางการศึกษา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดบริการด้านการศึกษาให้กับประชาชนทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีคุณภาพแต่แน่นอนว่า ความสามารถของรัฐมีจำกัด จึงเปิดให้เอกชนที่มีความสามารถเข้ามาให้บริการ แต่ต้องเน้นในด้านการศึกษา ไม่ใช่มุ่งเน้นแสวงหากำไรสูงสุด คืนกลับไปยังผู้ถือหุ้น เฉกเช่น การทำธุรกิจทั่วไป
           

แม้ว่า โรงเรียนนานาชาติ จะเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ตัดสินใจเลือกส่งบุตรหลานไปเรียนตามศักยภาพของแต่ละคน มิได้เป็น “ภาคบังคับ” เพราะรัฐบาลก็มีสถานศึกษาให้เล่าเรียน หากเห็นว่าแพงไปก็เลือกส่งไปที่อื่นได้ เพราะปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเปิดใหม่ทุกปี ปีละ 2-3 แห่ง จนมีกว่า 120 แห่ง มูลค่าตลาดรวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท


และตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ไทยได้ประกาศนโยบายชัดว่าจะผลักดันธุรกิจบริการการศึกษานานาชาติของไทยให้เป็น 1 ในภูมิภาคนี้ โดยกลยุทธ์จะส่งเสริมเจาะตลาดต่างชาติเข้ามาเรียนหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรที่สอนวิชาชีพ และหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
           

แต่ควรกำหนดกรอบแนวคิดในการทำธุรกิจการศึกษาให้ดี เพราะตามกฎหมายนั้นระบุชัดว่า ผู้ขอใบอนุญาตตั้งโรงเรียนเอกชนนั้นมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นพัฒนาการศึกษา มิได้มุ่งเน้นการทำกำไรเป็นหลัก เพียงแต่เปิดทางให้มีช่องว่างระหว่างการทำกำไรที่พอเหมาะพอสม กับการทำหน้าที่ยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาคน การสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษานั้น มันไม่มีทางที่จะบรรจบกัน

ถ้าโรงเรียนนานาชาติเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นได้ โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียง มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้หรือไม่

 
ประการต่อมา ธุรกิจการศึกษานั้นถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลสนับสนุน รายได้ที่เกิดขึ้นไม่ต้องเสียภาษีหลายรายการ

1. ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลจากการประกอบการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนตามประมวลรัษฎากร

2. กรณีที่บริษัท มีรายได้จากเงินบริจาคที่ได้รับจากบุคคลธรรมดา องค์กร หรือบริษัทเอกชนต่างๆ หากบริษัท ไม่มีข้อผูกพันที่ต้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้กับผู้บริจาค เงินบริจาคดังกล่าวไม่ใช่ค่าตอบแทนอันเกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการ และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

3. กรณีที่บริษัท มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ยดังกล่าว ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร

4. กรณีที่บริษัท มีรายได้จากการสอนผ่าน VDO Conference ให้แก่นักเรียนของโรงเรียน ที่เป็นการให้บริการการศึกษาของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน รายได้ที่ได้จากการประกอบกิจการ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

5. กรณีที่บริษัท มีรายได้จากการขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่ต้องเสียภาษี



เห็นแบบนี้แล้ว หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านโรงเรียนเอกชน หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการนำหุ้นเข้าตลาดไประดมทุนด้วยหุ้นเพื่อสร้างราคาปั่นกำไร จะยอมให้จดทะเบียนในตลาดหุ้นได้อีก ก็ให้มันรู้ไป....คนไทยต้องส่งเสียงออกมาครับ...

ทางออกนอกตำรา โดย...บากบั่น บุญเลิศ ฉบับ 3397 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ย.2561



ทางออกนอกตำรา โรงเรียนนานาชาติ ค่าเทอม SISB ตลาดหลักทรัพย์เเห่งประเทศไทย