ส่องงบเลือกตั้งส.ส. กกต.ภารกิจเพิ่ม-ค่าใช้จ่ายพุ่ง

31 August 2018






มีสัญญาณหลายอย่างบ่งบอกเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกขณะ หลังมีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานคณะกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชุดใหม่ 5 คน ที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน และเริ่มงานวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ขณะที่การสรรหา กกต. ที่เหลืออีก 2 คน กรรมการสรรหา ที่มี นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานได้เปิดรับสมัคร และจะปิดรับสมัครวันที่ 28 สิงหาคมนี้ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาซึ่งต้องให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน แล้วส่งรายชื่อให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เคาะอีกครั้ง ก็จะได้ กกต.ชุดใหม่ ครบทั้ง 7 อรหันต์

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศให้ยึดวันเลือกตั้งส.ส.เป็นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ไว้ก่อน หลังจากนี้รอเพียง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และพ.ร.ป.การได้มาซึ่งส.ว.เท่านั้น เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมา ทางรัฐบาลและคสช.จะปลดล็อกไม่เกินเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมต่างๆ เตรียมความพร้อมสู่โหมดเลือกตั้ง

กกต.ภารกิจเพิ่มงบพุ่ง

การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว มีกติกาทางการเมืองหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” โดยมีส.ส. 500 คน แบ่งเป็นส.ส.เขต 350 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน วิธีการเลือกตั้งก็เปลี่ยนไปจากเดิม โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะกาบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว สำหรับเลือกส.ส.เขต แต่คะแนนที่ได้จะถูกนำไปคำนวณเพื่อกำหนดที่นั่งส.ส.ทั้งหมดของแต่ละพรรคและกำหนดส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ขณะที่ กกต.มีภารกิจใหม่เพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญใหม่ 4 ด้าน คือ 1. การหาเสียงให้พรรคการเมือง และนำนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ เผยแพร่ 2. ค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง 3. ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน และ 4. จ่ายเงินสินบนให้ผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง

ดังนั้น กกต.ต้องบริหารงบประมาณให้ได้ตามที่รัฐบาลจัดสรรให้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ. 2562 โดย พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการ กกต. ยอมรับว่า งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งส.ส. ทาง กกต. จะได้รับอนุมัติ 4,000 ล้านบาท จากที่ขอไป 5,800 ล้านบาท

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เหตุที่ กกต.ต้องใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งสูง เพราะต้องใช้คนประมาณ 500-600 คน ในการทำงานถึง 4 เดือน รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเมื่อพรรคการเมืองหาเสียง กฎหมายเดิมค่าใช้จ่ายอยู่ที่พรรค แต่ภายใต้กฎหมายใหม่นั้น กกต.ต้องรับผิดชอบทำป้ายหาเสียง รวมทั้งการขยายเวลาในการเลือกตั้งจากเดิม 08.00-15.00 น. เป็น 07.00-17.00 น. ซึ่งจำเป็นจะต้องเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้กับบุคลากรที่เป็นคณะกรรมการประจำหน่วย

อีกส่วนหนึ่งต้องให้งบกับหน่วยงานราชการที่เข้ามาช่วยกกต.จัดการเลือกตั้ง ก็ต้องตั้งงบประมาณไว้ที่หน่วยงานราชการดังกล่าว ต้องโอนจากกรมบัญชีกลางไปให้ทางหน่วยที่สนับสนุนการจัดการเลือกตั้งโดยตรง ทุกครั้งต้องตั้งไว้ที่ 800 ล้านบาท

“ขณะที่การมีกลไกผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่ได้ทำให้ประหยัดขึ้น เพราะมีทั้งเงินเดือน ค่าเดินทาง ค่าพาหนะ ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดอื่น ต้องใช้ค่าใช้จ่ายพอๆ กับ กกต.จังหวัด ทั้งปีด้วยซํ้า ซึ่งค่าใช้จ่าย กกต.จังหวัดทั้งปี ตั้งไว้ในงบสำนักงาน กกต.ประมาณ 300 ล้านบาท” อดีตกกต.ด้านกิจการการเลือกตั้ง ระบุ

ย้อนรอยงบเลือกตั้ง ส.ส.

จะเห็นได้ว่า งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลจัดสรรให้ กกต.จัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2562 นับว่าเป็นตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้งที่สูงกว่าการเลือกตั้ง 6 ครั้ง หลังมี กกต.ชุดแรก เข้ามาจัดการเลือกตั้งแทนกระทรวงมหาดไทย ครั้งแรกในปี 2544

หากย้อนไปตรวจสอบการใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง ของกกต. โดยนับจากการเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม 2544 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และเป็นการจัดการเลือกตั้งแบบผสม โดยส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน ขณะที่กกต. ชุดแรกที่มี นายธีรศักดิ์ กรรณสูต เป็นประธาน ใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง ประมาณ 2,000 ล้านบาท ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ที่นั่งมากที่สุด 247ที่นั่ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงแน่นปึ้ก 367 เสียงขณะที่ฝ่ายค้านมีเสียงพียง163 เสียง

หลังรัฐบาล ทักษิณ สามารถบริหารประเทศได้ครบ 4 ปี และมีการจัดเลือกตั้งใหม่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 โดย กกต.ชุดเดิมเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท ผลปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น 377 เสียง ทิ้งห่างพรรคการเมืองอื่น ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว และพ.ต.ท.ทักษิณ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัย
เลือกตั้ง ปี 62 งบพุ่ง 4 พันล้าน

ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศยุบสภา เนื่องจากถูกแรงกดดันจากมวลชนที่เคลื่อนไหวประท้วงขับไล่ ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ยุคพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน กกต. การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้งบประมาณ 2,159 ล้านบาท เป็นการเลือกตั้งที่มีพรรคไทยรักไทยพรรคเดียว เนื่องจากพรรคอื่นๆ ควํ่าบาตรการเลือกตั้ง

ทั้งมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ถึงขั้นบางเขตเลือกตั้งไม่สามารถเปิดหน่วยเลือกตั้งได้ ทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เพิกถอนการเลือกตั้งและให้จัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่สะดุดลงหลังเกิดรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน 2549

การเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กำหนดให้มี ส.ส. 480 คน มาจาก ส.ส.แบบเขตเดียวหลายคน จำนวน 400 คน และส.ส.แบบสัดส่วนอีก 80 คน ขณะที่การจัดการเลือกตั้งก็เป็นกกต.ชุดใหม่ มีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธาน ใช้งบประมาณ 2,521 ล้านบาท โดยพรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช

การเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดให้มีส.ส. 500 คน แบ่งเป็นส.ส. เขต 375 คน และ ส.ส.บัญชี
รายชื่อ 125 คน กกต.ใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้ง 3,300 ล้านบาท

และการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นการเลือกตั้งที่ทุลักทุเลที่สุด มีการชุมนุมภายใต้การนำของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถึงขั้นเปิดปฏิบัติการปิดคูหาเพื่อล้มการเลือกตั้ง ขณะที่กกต.ชุดของนายศุภชัย สมเจริญใช้งบจัดการเลือกตั้ง 3,885ล้านบาท

ต้องลุ้นและเอาใจช่วยการเลือกตั้งสมัยหน้า ที่จะเกิดขึ้นภายใต้กฎกติกาใหม่ และกกต.ชุดใหม่

งบสรรหาส.ว. 1,300 ล้าน

ภารกิจท้าทายความสามารถและความโปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ ที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ก็คือ การจัดการสรรหา ส.ว.ภายใน 1 เดือน หลังพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มีผลบังคับใช้ และต้องสรรหาส.ว.ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ก่อนจัดการเลือกตั้ง ส.ส.

หากย้อนไปดูการเลือกตั้งส.ว.ที่มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543 หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 พบว่า กกต.ใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้ง 2,300 ล้านบาท นับเป็นการใช้เงินค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องจัดการเลือกตั้งยาวนานถึง 5 เดือน ต้องเลือกตั้งถึง 5 ครั้งจึงได้ส.ว.ครบ 200 คนทั่วประเทศ เนื่องจากมีการทุจริตเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ

การเลือกตั้ง ครั้งที่ 2 วันที่ 19 เมษายน 2549 ใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้ง 2,000 ล้านบาท

การเลือกตั้งครั้งที่ 3 วันที่ 2 มีนาคม 2551 เป็นการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้ ส.ว.ประกอบ ด้วยส.ว.จากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน และจากการสรรหาจำนวนหนึ่ง (73 คน) รวม 150 คน ใช้งบประมาณจัดเลือกตั้ง 2,100 ล้านบาท

การเลือกตั้งครั้งที่ 4 วันที่ 30 มีนาคม 2557 เป็นการเลือกตั้ง ส.ว. 77 จังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ ครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเลือกมาแล้วเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ใช้งบจัดเลือกตั้ง 2,800 ล้านบาท

และครั้งที่ 5 ไม่ใช่การเลือกตั้งส.ว. แต่เป็นการสรรหาส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้งบ 1,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสรรหา ส.ว.จำนวน 250 คน แบ่ง ส.ว.ออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ 1 กกต.จัดให้มีผู้สมัคร ส.ว.ทำการเลือกกันเองว่าจะให้ใครอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่ ส.ว.จำนวน 200 คน และส่งบัญชีไปให้ คสช.คัดเลือกเพื่อเป็น ส.ว. 50 คน

ส่วนที่ 2 ตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว.เพื่อเลือกทำบัญชีรายชื่อว่าที่ ส.ว.ไม่เกิน 400 คน เพื่อให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน ส่วนที่เหลืออีก 6 คน มาจากปลัดกระทรวงกลาโหม และผบ.เหล่าทัพ  จุดต่างของ ส.ว. ชุดที่กำลังจะมีขึ้น กับชุดอื่นก็คือ มีอำนาจเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส. ที่จะ มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งในช่วงแรกส.ว. 250 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี หลังจากผ่านไป 5 ปี จะให้ ส.ว.มาจากระบบการเลือกกันเองของผู้สมัครที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน 200 คน

|เซกชั่น : การเมือง
| โดย : โต๊ะข่าวการเมือง
|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 14 ฉบับ 3396 ระหว่างวันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.2561


กกต. เลือกตั้ง ส.ส.