เงินร้อนทะลักตลาด ไหลเข้า2วันหมื่นล้าน เก็งกำไรระยะสั้นบอนด์

1 September 2018






ธปท.ชี้นักลงทุนไทยแห่ลงทุนเวียดนาม ส่งผลเงินทุนเคลื่อนย้ายเดือนกรกฎาคมขาดดุล 1 หมื่นล้านบาท รวม 8 เดือนต่างชาติโยกเงินออกจากตลาดหุ้น 1.97 แสนล้าน ขณะที่ลงทุนในตลาดบอนด์ 1.79 แสนล้าน ลดลง 17.31% พบสัญญาณเงินร้อนไหลเข้าไทยระยะสั้น 2 วัน  1.3-1.4 หมื่นล้านบาท

 

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ระบุว่า ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเดือนกรกฎาคม 2561 ขาดดุลสุทธิ 10,558 ล้านบาท ซึ่งเป็นการไหลออกด้านสินทรัพย์ 8,601 ล้านบาทและหนี้สิน 1,957 ล้านบาท โดยสินทรัพย์เป็นการไหลออกจากการไปลงทุนในเวียดนามของนักลงทุนไทย ที่เป็นบริการทางการเงินและการให้สินเชื่อทางการค้ากับผู้ส่งออกไทยในต่างประเทศ ด้านหนี้สินเป็นการไหลออกจากการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ จากแนวโน้มการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯและการชำระคืนสินเชื่อทางการค้าของผู้นำเข้ากับผู้ค้าในต่างประเทศ



นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ โกลบอล มาร์เก็ตส์ กลุ่มงานโกลบอล มาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมามี เงินต่างชาติไหลเข้าตลาดพันธบัตรลดลง 17.31% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนตลาดหุ้นยังติดลบจากนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1.97 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,600 ล้านบาท

 

ส่วนแนวโน้มที่เหลือของปี ตลาดหุ้นจะมีปัจจัยเสริมจากการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงการสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFF) มูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยที่ปรึกษาทางการเงินประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 5% ต่อปี ซึ่งน่าจะดึงกองทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อบ้าง ส่วนตลาดพันธบัตรยังมีปัจจัยภายในและนอกทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย หรือความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองในสหรัฐฯบวกข้อพิพาททางการค้าที่ยังยืดเยื้อระหว่างจีนและแนวโน้มการบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯอีกระลอก



อย่างไรก็ตาม หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 4.6% พบว่า วันที่ 24 และ 28  สิงหาคม ตลาดจับได้ว่าเงินทุนไหลเข้าค่อนข้างสูงถึง 1.3 และ1.4 หมื่นล้านบาท จากปกติจะเห็นเพียงหลักพันล้านบาท ซึ่งจะบ่งชี้เป็นเงินร้อนหรือไม่ ต้องดูว่า จะนำเงินมาพักในตลาดบอนด์ช่วงสั้น และแนวโน้มอาจจะสร้างความผันผวนบ้าง แต่เชื่อว่าแบงก์ชาติมีเครื่องมือดูแลได้

 

ส่วนช่วงที่เหลือของปียังต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในอิตาลีที่ต้องรายงานงบประมาณกับสหภาพยุโรป ผลการกีดกันการค้าที่เข้มข้นขึ้นหลังจากสหรัฐฯดึงเกาหลีเหนือร่วมวง ประกอบกับการเลือกตั้งกลางเทอมของประธานาธิบดีสหรัฐฯนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งตลาดจับตาทั้งโอกาสพ่ายสนามเลือกตั้งหรืออาจจะถูกถอดตำแหน่ง

 

ด้านนายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เม็ดเงินต่างชาติเข้ามา 3 รูปแบบคือ 1.เงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างมาก 2.ฝั่งตลาดหุ้นสะท้อนเม็ดเงินต่างชาติไหลออกตลอดเวลา และ 3.ตลาดกลับมาซื้อหุ้นปันผลและขายหุ้นที่ผันผวนออก โดยเห็นได้จากช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิ 1.97 แสนล้านบาท ส่วนตลาดพันธบัตรมีเงินไหลเข้า 1.79 แสนล้านบาท สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติไม่รับความเสี่ยงในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และไทย โดยลดความเสี่ยงที่จะไม่ลงทุน ส่วนทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายช่วงที่เหลือ จะยังเหมือนที่ผ่านมา นอกจากเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นปันผลและขายออกหุ้นที่ผันผวนหายไป



สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน หากเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีหรือหุ้นปันผล ผลตอบแทน 3-4% ส่วนตลาดพันธบัตรจะเห็นอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เช่น อายุ 6 เดือนจากต้นปี 1.36% เป็น 1.49% ต่อปี อายุ 12 เดือนจาก 1.42% ปรับเป็น 1.55% อายุ 3 ปีเดิมอยู่ที่ 1.60% เป็น 1.93% อายุ 5 ปีจาก 1.85% ปรับเป็น 2.21% และอายุ 10 ปีจาก 2.53% ปรับเป็น 2.71% ดังนั้นคนที่มีเงินเหลือ จำเป็นต้องซื้อพันธบัตรที่ผลตอบแทนมีโอกาสขยับขึ้นเช่น อายุ 2 ปี ผลตอบแทน 1.8% ต่อปี อายุ 10 ปี ถ้าดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นจะไม่กระทบ ขณะที่เงินบาทถือว่ายังอ่อนค่าเกินพื้นฐาน

 

สำหรับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 31 สิงหาคม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย)ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่า 0.5% ดอลลาร์ฮ่องกง 0.5% ริงกิต  1.5% ดอลลาร์สิงคโปร์ 2.3% ดอลลาร์ไต้หวัน 2.9% วอน 3.8% หยวน 4.8% เปโซ6.7% รูเปีย 7.8% รูปี 9.7% ยกเว้นเยนแข็งค่า 1.5%

 

หน้า 24 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3397 ระหว่างวันที่ 2 - 5 กันยายน 2561



ตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ เงินไหลเข้าประเทศ เงินไหลออกประเทศ