เปิดสัญญาบิตคอยน์ฉาว ปริศนาคอมมิสชัน-พันหุ้น 'VI'

27 August 2018






 

คดีหลอกลวง นายเออาร์นี โอตาวา นักธุรกิจฟินแลนด์ ขายเงินดิจิตอลบิตคอยน์ 5,564.44 เหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 797.408 ล้านบาท จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบสัญญาซื้อขายบิตคอยน์ 2 ฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่พนักงานสอบสวนใช้ในการดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง


ฉบับแรกเป็นข้อตกลงแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ 2,958 เหรียญ กับดราก้อนคอยน์ 12.5 ล้านเหรียญ (875 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 ระหว่างนายเออาร์นีโอตาวา ซาริมา สัญชาติฟินแลนด์ ในฐานะผู้ซื้อ กับนายชาคริสอาห์หมัด สัญชาติไทย ในฐานะ “ผู้ขาย” ที่ทำให้นายเออาร์นีหลงเชื่อโอนเงินเหรียญบิตคอยน์ เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม-5 กันยายน 2560 รวม 9 ครั้ง จำนวน 279.997 เหรียญบิตคอยน์ คิดเป็นความเสียหายเป็นเงินไทยกว่า 440ล้านบาท

สัญญาซื้อขายฉบับนี้ระบุสาระสำคัญว่า ผู้ขายเป็นเจ้าของ 10% ของจำนวนโทเคนทั้งหมดที่จะออก หรือเท่ากับจำนวน 50 ล้าน WIHK Dragon โทเคน ที่ออกโดยบริษัท Wi Holding HK Pte. Ltd. หรือ WIHK ในราคา โทเคนละ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายฮ่องกง ส่วนผู้ซื้อเป็นเจ้าของบิตคอยน์ (BTC)

ผู้ขายต้องการจะขายโทเคน 25% (12.5 ล้านโทเคน) ให้แก่ผู้ซื้อ จำนวนดังกล่าวเป็น 25% ของจำนวนทั้งหมด 50 ล้านโทเคนที่ผู้ซื้อจะได้รับ และผู้ซื้อก็ต้องการซื้อโทเคน 25% (12.5 ล้านโทเคน) จากผู้ขาย จำนวนดังกล่าวเป็น 25% ของจำนวนทั้งหมดที่ผู้ขายจะได้รับ (50 ล้านโทเคน) ภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อตกลงนี้

ราคาซื้อขายและการชำระ ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันว่าจำนวนโทเคนที่จะซื้อขายทั้งหมดนั้นมีมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราคาซื้อ) โดยผู้ซื้อจะชำระราคาซื้อดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขดังนี้คือ

ผู้ซื้อตกลงที่จะชำระราคาซื้อทั้งหมดให้แก่ผู้ขายให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 7 วันนับตั้งแต่ที่มีการทำข้อตกลงนี้ หรือจะเป็นภายในวันสิ้นสุดการชำระ หรือก่อนวันสิ้นสุดการชำระวันที่ 25 สิงหาคม 2560 หรือวันอื่นที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกัน และการปิดการซื้อขายจะเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ
ขณะที่การชำระราคาซื้อจะเป็นการชำระเข้าสู่บัญชีกระเป๋าเงินดิจิตอล (Bitcoin Wallet account) ของผู้ขาย โดยผู้ซื้อรับประกันต่อผู้ขายว่า ผู้ซื้อมีสิทธิ์ตามกฎหมายและมีอำนาจและสิทธิ์เต็มที่ที่จะดำเนินการเกี่ยว กับข้อตกลงนี้และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ขายก็ได้รับการรับรองและสิทธิ์เต็มที่จะดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ และภาย ในวันสิ้นสุดการซื้อขาย ผู้ขายต้องโอนโทเคนให้แก่ผู้ซื้อตามเงื่อนไขข้อตกลง และผู้ซื้อต้องชำระราคาซื้อให้ผู้ขายตามที่ระบุไว้ในข้อตกลง

สัญญายังระบุถึงการป้องกัน กรณีที่การรับประกันภายใต้ข้อตกลงนี้ มีความไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจน หรือไม่เป็นไปตามระยะเวลาของการสิ้นสุดการซื้อขายภายใต้ข้อตกลง ฝ่ายที่ทำผิดข้อตกลง ตกลงที่จะให้การป้องกันอีกฝ่าย หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือตัวแทน จากการดำเนินการใดๆ การอ้างเอาผิด ค่าใช้จ่าย ความ สูญเสีย ความเสียหาย ภาระหนี้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในกระบวน การบังคับใช้ข้อตกลงนี้

สัญญาฉบับนี้ยังระบุว่าค่าใช้จ่ายในกระบวนการเจรจา การเตรียมการ และการดำเนินการข้อตกลง ทั้ง 2 ฝ่ายเป็นผู้ออกเอง การแจ้งและการสื่อสารภายใต้ข้อตกลงนี้ จะต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือส่งโดยมือ หรือโดยโทรสาร โดยใช้แอดเดรสดังระบุในข้อตกลง

ในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถทำ ICO ได้สำเร็จ ผู้ขายตกลงที่จะคืนเงินในรูปบิตคอยน์ หรือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่ผู้ซื้อ กรณีที่มีการคืนเงินในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ขายจะต้องแสดงหลักฐานการขาย BTC ทั้งหมดของฝ่ายผู้ซื้อและเงินจำนวนนั้นจะต้องคืนให้แก่ผู้ซื้อภายใน 14 วัน
ค่าคอม20%-โยงหุ้นVI

ส่วนอีกฉบับ ร่างข้อตกลงซื้อขายบิตคอยน์ (ไม่ระบุวันที่) ระหว่างนายเออาร์นี ในฐานะ “ผู้ขาย” กับนายปริญญา จารวิจิต “ผู้ซื้อ” โดยความน่าสนใจของสัญญาฉบับนี้คือมีการระบุส่วนลดราคาขายบิตคอยน์ 20% สำหรับค่าคอมมิสชัน และการนำหุ้น บริษัท Venture Incorporation Public Company Limited มาวางเป็นหลักประกันการซื้อขาย

สาระสำคัญของสัญญาฉบับนี้ มีดังนี้ผู้ขายเป็นเจ้าของบิตคอยน์ (BTC) จำนวน 1,182.237 เหรียญ ต้องการขายและโอนบิตคอยน์ดังกล่าวให้กับนายปริญญา ภายใต้เงื่อนไขดังระบุในข้อตกลงในสัญญา คือ ผู้ขายจะโอนบิตคอยน์ (ผ่านวิธีการโอนทางอิเล็กทรอนิกส์ดังระบุ) จำนวน 670 BTC ให้ผู้ซื้อ ในวันที่ทำข้อตกลง และจะโอนจำนวน 512.237  BTC ให้ผู้ซื้อภายใน 7 วันนับจากวันทำข้อตกลง กรณีที่ผู้ขายไม่สามารถโอนบิตคอยน์ให้ผู้ซื้อตามข้อตกลง ผู้ขายต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้ผู้ซื้อ

ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงเกี่ยวกับ การซื้อขายบิตคอยน์ว่า บิตคอยน์ ของผู้ขายควรจะได้รับการลดราคาตามมูลค่าตลาดคือ 20%  หมายถึงผู้ซื้อบิตคอยน์จากผู้ขายในราคาไม่เกินที่ได้รับส่วนลด 20% จากราคา ณ ขณะนั้น ดังระบุใน Coinbase Exchange และคำนวณเป็นเงินบาทในเวลาที่บิตคอยน์ถูกขายออกไป

ทั้งนี้ผู้ซื้อจะชำระราคาซื้อให้แก่ผู้ซื้องวดแรกสำหรับบิตคอยน์จำนวน 670 BTC ภายใน 7 วันนับจากวันทำข้อตกลง ส่วนการ ชำระจำนวนที่เหลือ 512.237 BTC จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 15 วันนับจากวันทำข้อตกลง

เพื่อเป็นการรับประกันการชำระเงินครบตามกำหนดผู้ซื้อ ใช้หุ้นบริษัท Venture Incorporation Public Company Limited จำนวน 55,995,475 หุ้นเป็นหลักประกันต่อผู้ขาย

ทั้งนี้ การชำระราคาซื้อจะกระทำผ่านระบบโอนเงินของธนาคาร (bank wire transfer) ไปยังบัญชีธนาคารกรุงเทพของผู้ขาย และเมื่อได้รับการชำระเงินจากผู้ซื้อแล้ว ผู้ขายจะต้องส่งใบหุ้น (share certificate) ให้แก่ผู้ซื้อเพื่อถอดถอนคํ้าประกัน

ในสัญญายังมีข้อระบุ ด้วยว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่เปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไขข้อตกลงให้บุคคลที่ 3 ล่วงรู้ ข้อตกลงนี้ต้องเป็นไปตามและอยู่ภายใต้กฎหมายไทย
นายปริญญา ให้ข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” อ้างว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2560 นายเออาร์นีมีความต้องการที่จะขายบิตคอยน์จำนวน 1,182.237 เหรียญ และอีเทอเลียม 185.189 ETH มีการให้ส่วนลด 20% และขอรับเป็นเงินสด โดยนายแบงก์ชื่อดังเป็นผู้ติดต่อและนายเออาร์นีให้กับนายปริญญา เพื่อซื้อขายบิตคอยน์ มีนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เป็นผู้จัดทำสัญญา นายปริญญาเป็นผู้ทำการแลกเปลี่ยนบิตคอยน์ขนานใหญ่ Ffp นายแบงก์ ที่เป็นผู้แนะนำจะได้ค่าคอมมิสชัน 2.5% นายพลเชษฐ์ (ไม่ทราบนามสกุล) 2.5% และนายธนสิทธิ์ จารวิจิต 5% นายประสิทธิ์ 5% และนายปริญญา 5%

นายปริญญาอ้างว่าในวันที่นัดเซ็นสัญญานายเออาร์นีได้แจ้งกับทุกคนว่าต้องการที่จะรับเงินที่ประเทศฟินแลนด์ ต่างจากที่ตกลงกันไว้ จึงทำให้ไม่มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น ต่อมาได้มีความสนใจในการลงทุน ico tenx ของ นายประสิทธิ์ จึงได้มีการติดต่อเพื่อทำการซื้อขาย ico ในราคาพิเศษ โดยในการลงทุนต้องใช้สกุลเงินอีเทอเลียม (ETH) เพื่อแลกเปลี่ยนกับเหรียญ ico ที่จะมีการออกเป็นเหรียญสกุลใหม่เป็นจำนวนมาก จึงติดต่อขอซื้อเหรียญ ETH จากนายเออาร์นีที่มีเหรียญดังกล่าวจำนวนมาก จึงติดต่อขอซื้อเหรียญ ETH จำนวน 10,000 ETH แต่นายเออาร์นีไม่สามารถส่งเหรียญได้ทันตามที่กำหนดจึงไม่มีการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น

‘Dragon coin’สูญ440ล้าน

นายเออาร์นี โอตาวา นักธุรกิจฟินแลนด์ ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนกรณีถูกหลอกให้ลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิตอลที่ชื่อว่า DRG (Dragon coin) ว่า ประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2560 นายปริญญา จารวิจิต และเพื่อน ชวนให้นายเออาร์นีร่วมลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิตอลที่ชื่อว่า Dragon coin เป็นเงิน 400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง โดยมีผู้ร่วมลงทุน 4 คน คือนายปริญญา นายชาคริส อาห์หมัด นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ และนายเออาร์นี แบ่งเป็นการลงทุนคนละ 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 440 ล้านบาท

แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องโอนเงินไปที่บริษัท ซัน ซิตี้ กรุ๊ป ที่เขตปกครองพิเศษมาเก๊า ซึ่งนายปริญญา จะรับผิดชอบเงินลงทุนในส่วนของนายชาคริส ด้วยวิธีการขายหุ้นของบริษัท ซัน ซิตี้ กรุ๊ป แล้วนายเออาร์นีจะได้รับเหรียญ DRG จำนวน 12.5 ล้านเหรียญ

จากนั้นนายปริญญาและนายชาคริส บอกกับนายเออาร์นีว่า ถ้าร่วมลงทุนสามารถโอนเงินเป็นบิตคอยน์ผ่านกระเป๋าเงินดิจิตอลได้ รวมทั้งจะขายเหรียญโทเคนที่จะนำออกมา ที่มีมูลค่าเทียบเป็น 50 ล้านเหรียญ WHK Dragon Tokens ที่มีราคาต่อเหรียญ เหรียญละ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในบริษัท ไว โฮลดิ้ง เอชเค จำกัด ซึ่งอ้างว่าเป็นบริษัทที่จัดตั้งภายใต้กฎหมายฮ่องกง โดยนายปริญญาและนายชาคริสรับปากจะขายให้ 25% หรือ 12.5 ล้านเหรียญ ของจำนวน 50 ล้านเหรียญที่นายปริญญาและนายชาคริสอ้างว่าจะได้รับให้กับนายเออาร์นี ทำให้นักธุรกิจฟินแลนด์เชื่อและตัดสินใจร่วมลงทุนอีกครั้ง และทำการโอนเงินเหรียญบิตคอยน์ เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม-5 กันยายน 2560 รวม 9 ครั้ง จำนวน 279.997 เหรียญบิตคอยน์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 440 ล้านบาท

|หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หน้า 14 ฉบับ 3395 ระหว่างวันที่ 26-29 ส.ค2561


ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ปริญญา จารวิจิต โกงบิตคอยน์ จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต สุพิชฌา จารวิจิต เออาร์นี โอตาวา