“สุเทพ” ไลฟ์สดแฉมีคนโจมตีหวังผลทางการเมือง

21 August 2018






“สุเทพ” ไลฟ์สด แจง ประชาชน หลังเข้าชี้แจง กรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ หลายประเด็น มีความชัดเจนขึ้น บอก “ คน-พรรคเพื่อไทย สมคบ ขรก.ดีเอสไอบางคน ” จ้องโจมตีหวังผลทางการเมือง



นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อวาน(20ส.ค.) ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ว่าครั้งแรก ผมได้อนุมัติตามที่สตช.โดยพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ขณะนั้นเสนอ ว่า เขาได้ไปตั้งคณะกรรมการ พิจารณาทางเลือก 4 ทาง คือ1.ทำสัญญาโครงการเดียว สัญญาเดียว 2. แบ่งโครงการออกเป็น 9 โครงการ ทำสัญญาจ้าง 9 สัญญา 3.ให้กองบัญชาการตำรวจภาคไปจ้าง 4.ให้กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นผู้จ้าง และคณะกรรมการของสตช. บอกว่าวิธีที่ดีที่สุด น่าจะกระจายงาน ออก ไปให้กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค โดยแยกทำสัญญาเป็นภาคๆ ภาค 1-9 ผมพิจารณาตามข้อเสนอของสตช.ในขณะนั้น ดูมีเหตุผล ถ้ากระจายการจ้างออกไปทั้ง 9 ภาค น่าจะทำงานได้สะดวกรวดเร็วเป็นผลดีต่อสตช. เมื่อผบ.ตร.เสนอขอใช้วิธีนั้น ผมก็อนุมัติให้ความเห็นชอบให้ไปดำเนินการโดยการประมูลแยกสัญญาเป็น9สัญญา ซึ่งก็อนุมัติไปเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2552 ตรงนี้ผมย้ำกับคณะกรรมการป.ป.ช.ว่าวันที่ 9 มิ.ย. 2552 คือในวันที่ผมพิจารณาตัดสินใจตามข้อมูลของสตช.เห็นว่าข้อมูลอย่างนั้นเหตุผลอย่างนั้นเห็นชอบแล้ว

เมื่อ พล.ต.อ.พัชรสวาท พ้นจากตำแหน่งไป พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้ามารับหน้าที่ทำงานในฐานะรักษาการ ผบ.ตร. ก็ทำเรื่องเสนอมาที่ผมใหม่ บอกว่าววิธีเดิมที่ผมอนุมัติไปนั่นใช้ไม่ได้จะต้องใช้วิธีใหม่ คือไม่สามารถแยกสัญญาเป็น 9 สัญญาได้ ต้องรวมเป็นสัญญาเดียวแล้วมีเหตุผล มาชี้แจงผมว่าที่ต้องทำแบบนี้เพราะการตั้งงบประมาณ ปี 2553ในกฎหมายงบประมาณระบุชัดเจนว่า โครงการนี้ ครม.อนุมัติเป็นโครงการเดียว แล้วตั้งงบฯก้อนเดียวไม่สามารถแยกเป็นโครงการย่อยๆ 9 โครงการได้ ประเด็นอยู่ตรงนี้เท่านั้น ทำได้หรือทำไม่ได้ ผิดหรือไม่ผิดกฎหมายงบประมาณนี่เป็นประเด็นใหญ่ ผมได้เรียนกับกับคณะกรรมการป.ป.ช.ว่าที่จริงได้ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.ชัดเจนแล้ว เอาเอกสารหลักฐานทั้งหลายแสดงชัดเจนแล้ว แต่ว่าอนุกรรมการป.ป.ช.ไม่วินิจฉัยสักที ดองเรื่องไว้ 4 ปี ผมเสียหายไปเยอะ เมื่อวาน(20ส.ค..)เลยเอาหลักฐานจริงไปให้คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ โดยหลักฐานดังกล่าวคือหนังสืองบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2553 ที่เขียนไว้ในหน้า 194 ของเอกสาร โดยเขียนว่า โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง งบประมาณทั้งสิ้น6,298 ล้านบาทปี2552 ตั้งงบประมาณ 331 ล้านบาท ปี 2553ตั้งงบประมาณ 1,174ล้านบาท ปี 2554 ตั้งงบประมาณผูกพัน4,812ล้านบาทเมื่อตั้งงบประมาณไว้แบบนี้จะไปแตก เป็น 9 สัญญาไม่ได้เพราะจะผิดกฎหมายงบประมาณ



นายสุเทพ กล่าวว่า หากถามว่าตอนที่ผมพิจารณาครั้งแรกทำไมไม่ดูเรื่องนี้ เพราะวันที่ 9 มิ.ย.2552 กฎหมายงบประมาณ ปี 2553 ยังไม่ออก และประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2552 หลังจากที่ผมให้ความเห็นชอบไปครั้งแรก พล.ต.อ.ปทีป เขาถึงมาแสดงเหตุผลว่าเมื่อกฎหมายงบประมาณเขียนไว้อย่างนี้ไม่สามรรถแยกได้ นี่เป็นวิธีการปฏิบัติราชการตามปกติ ของหน่วยราชการต่างๆ ผมจึงนำหลักฐานเอกสารนี้ ไปแสดงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ และผมยังได้นำเอกสารอีกชุดคือเอกสารงบประมาณรายจ่าย ปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เขาได้ทำสัญญากันแล้ว ได้ผู้รับจ้างแล้ว และตั้งงบประมาณแล้ว เขียนไว้ในทำนองเดียวกัน เหมือนกันเลยว่า โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง งบประมาณทั้งสิ้น 6,298 ล้านบาท ปี 2552 ตั้งงบประมาณ331 ล้านบาท ปี 2553 ตั้งงบประมาณ 1,174 ล้านบาท ปี 2554 ตั้งงบประมาณ 2,199 ล้านบาท และ ปี 2555 ผูกพันงบอีก 2,612ล้าน บาท เหมือนกัน ไม่สามารถแยกที่จะได้ งบประมาณทั้งก้อน กฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ ใครจะไปแบ่ง 9 สัญญา 9 โครงการ ผิดกฎหมายงบประมาณ ทำไม่ได้

ผมเอาข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงไปรายงานคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ว่า ถ้าหากจะมีการแยกว่าจ้าง เป็นรายสถานีตำรวจ รายจังหวัด รายภาค กฎหมายงบประมาณต้องไม่เขียนเหมือนปี 2553-2554 จะต้องเขียนใหม่ ว่า เมื่อเขาเลิกสัญญาเดิมแล้วดำเนินการให้มีการก่อสร้างสถานีตำรวจภูธรเหล่านั้นใหม่ทางสตช.จะต้องวิธีการในการเขียนงบประมาณ ดูได้จากข้อเท็จจริง จาก“เอกสารงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ2558 อยู่ที่หน้า 134 ที่ผมเอาไปเสนอต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ดู ที่มีการเขียนไว้เลยว่า อาคารที่ทำการสถานีตำรวจตาลสุม จ.อุบลราชธานี 1หลัง งบประมาณทั้งสิ้น 18 ล้านบาท ปี 2558 ตั้งงบประมาณไว้ 3,720,000 บาท ปี 2559 ผูกพันงบประมาณ 14,880,000 บาท อาคารที่ทำการสถานีตำรวจนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 1 หลัง งบประมาณ 18.6 ล้านบาท ปี2558 ตั้งงบประมาณ 3,720,000 ปี 2559 ผูกพันงบประมาณ 14,880,000 บาท และที่เขาเขียนงบประมาณแบบในนี้ในปี 2558 แยกเป็นรายสถานี ไม่รวมเป็นโครงการเดียว อย่างนี้ประมูลแยกเป็นสัญญาๆได้ และนี่คือข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในราชการปกติ วิธีการเขียนกฎหมายงบประมาณปกติ เขียนอย่างนี้ จะไปแยกเองก็ไม่ได้ หรือจะไปทำอย่างอื่นก็คงไม่ได้แล้ว ก็ต้องประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ว่าจ้างผู้รับเหมาเป็นรายๆไป

 

นาย
สุเทพ กล่าวต่อว่าข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้เมื่อนำไปเสนอต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ คณะกรรมการฯ จึงยอมรับว่าทั้งหมดเป็นความจริง ที่ปฏิบัติกันอยู่ในวงราชการโดยทั่วไป คนที่ทำราชการมาย่อมเข้าใจ ไม่มีข้อสงสัย ผมจึงได้ย้ำกับคณะกรรมการป.ป.ช.ว่า เรื่องสำคัญที่จะพิจารณาคือ ว่า กฎหมายงบประมาณเขียนไว้อย่างไร เราต้องปฏิบัติอย่างนั้น วันที่ผมอนุมัติไปครั้งแรก ว่า ให้ใช้วิธีจัดจ้างโดยแบ่งงานออกเป็น 9 งาน ทำสัญญาว่าจ้าง 9 สัญญา ในวันที่ 9 มิ.ย.2552 ซึ่งกฎหมายงบประมาณยังไม่ออก และเมื่อกฎหมายงบประมาณออกมาแล้วก็ต้องทำตามกฎหมายงบประมาณ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนวิธีการจัดจ้าง จาก 9 ภาค 9 สัญญามาเป็นสัญญาดี จึงไม่มีอะไรที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือจะมากล่าวหาว่าผมปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ย่อมเป็นข้อกล่าวหาที่มีอคติ ไม่เป็นธรรม ไม่พิจารณาจากข้อเท็จจริงหรือความจริงที่เกิดขึ้น
นายสุเทพกล่าวอีกว่า ผมชี้แจงประเด็นนี้พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานต่างๆเหล่านี้ ต่อคณะกรรมการป.ป.ช. คณะกรรมการฯชุดใหญ่ก็ยอมรับในประเด็นนี้ แต่ยังมีประเด็นอื่นๆที่ทางอนุกรรมการไต่สวนยกมาตั้งเป็นข้อกล่าวหาย่อยๆอีก 9 ประเด็น ผมก็ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการฯที่ละประเด็น แล้วเอาหลักฐานเอกสารทุกแสดงต่อคณะกรรมการไม่ได้เอกเอกสารอื่นที่เป็นเอกสารของทางราชการเพราะฉะนั้นการชี้แจงของผมเมื่อวันที่ 20 ส.ค. จึงทำได้สมบูรณ์ครบถ้วน และได้กราบเรียนคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ ว่า ผมเหมือนประชาชนทั้งหลายต้องการเห็นคณะกรรมการฯมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ในบ้านเมืองเราให้ได้ผลเพราะฉะนั้น

ผมจึงอดทนมา 4 ปี ป.ป.ช.ออกข่าวมาทำให้ผมเสียหาย ผมก็ยังอดทน เพราะถือว่ายังอยู่ใน กระบวนการวินิจฉัย แต่การที่ป.ป.ช.ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2561 ที่ผ่านมา บอกว่า นายสุเทพ กับพวก17คน ถูกกล่าวหาว่าทุจริต อย่างนี้เป็นเรื่องเสียหายมาก ไม่ใช่เสียหายกับผม 3-4 ปี มานี้ผมเสียหายยับเยินแล้ว แต่ที่เสียหายกับงานส่วนรวมของประชาชน เพราะผมกำลังรวมพี่น้องประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาตั้งพรรคการเมืองที่แท้จริงของประชาชนขึ้นในประเทศนี้เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปให้ประชาชนมีทางเลือก เขาเบื่อนักการเมืองเก่า พรรคการเมืองเก่าๆ เราจะสร้างพรรคการเมืองของประชาชนที่แตกต่างจากของเก่า เป็นพรรคการเมืองของประชาชนที่ประชาชนเป็นเจ้าของจริงๆ ประชาชนควบคุมพรรคการเมืองจริง สร้างนักการเมืองใหม่ให้เป็นทางเลือกของประชาชน กำลังทำกันอยู่อย่างนี้เข้าด้ายเข้าเข็ม แล้วมาออกข่าวว่า 1 ในผู้ร่วมก่อตั้งคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคนทุจริต อย่างนี้ทำให้พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของประชาชนที่กำลังสร้างขึ้น ได้รับผลกระทบกระเทือน ผมบอกกับคณะกรรมการป.ป.ช.ว่า ผมไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ผมไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และถ้าพรรคนี้เป็นรัฐบาล ผมก็ไม่รับตำแหน่งอะไรในรัฐบาล

“ ผมไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของผม แต่ทำผมทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ต้องการให้ชื่อเสียงพรรคการเมืองของประชาชนที่ผู้อุดมการณ์ที่เขามีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง ต้องได้รับผลกระทบ ผมจึงต้องนำเรื่องทั้งหมดนี้มาอธิบายต่อสาธารณชน ให้หายสงสัย และ พร้อมว่าถ้าฝ่ายกระบวนการของผู้ที่กล่าวหาผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย คนของพรรคเพื่อไทย ขณะนี้ก็ยังไม่หยุด ยังเอามาโจมตีอยู่ตลอดเวลา ไปสมคบกับข้าราชการตำรวจบางคน สมคบกับข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)บางคนทำเป็นเรื่อง เป็นราว หวังผลทางการเมือง พรรครวมพลังประชาชาติไทย ผมได้บอกว่า เราอย่าใช้วิธีนี้ ไม่มีการโจมตีใครโดยพรรคนี้ เป็นสิทธิของเราที่จะป้องกันตัวเอง ผมก็ได้บอกกับคณะกรรมการป.ป.ช.เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ไปว่า ต้องเข้าใจนะว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะไปทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิ องค์กรสำคัญคือ ป.ป.ช.แต่ย่อมเป็นสิทธิ ที่ผมจะปกป้องส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญของประชาชน ที่ผมมีส่วนร่วมอยู่ คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ดูเหมือนจะเข้าใจเจตนารมณ์ของผม ว่าผมมีความเป็นจริงๆที่จะต้องออกมาพูดจาทำความเข้าใจกับสาธารณชน ในประเด็นนี้ให้ชัดเจน ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการป.ป.ช.ทั้งคณะ ที่ให้เวลามากจนทำให้ชี้แจงได้ครบถ้วนทุกประเด็น และยังมีประเด็นย่อยๆอีกที่ผมจะชี้แจงกับประชาชนในวันถัดไปอีก” นายสุเทพกล่าว


สุเทพ เทือกสุบรรณ