"จีน-สหรัฐฯ" ขึ้นภาษีสินค้ารอบ 2!! ล็อกเป้ารถยนต์-เชื้อเพลิง มีผล 23 ส.ค. นี้

12 August 2018








ไม่ต้องกล่าวให้มากความ เพราะก่อนหน้านี้ จีนแถลงพร้อมรับมือมาตรการการค้าของสหรัฐอเมริกาทุกรูปแบบอยู่แล้ว โดยย้ำว่า สหรัฐฯ จัดมาเท่าไหร่ จีนก็จะโต้ตอบกลับไปเท่านั้น และยังมีมาตรการพร้อมพยุงเศรษฐกิจของตัวเอง หากเจอผลกระทบที่ทำให้ต้องชะลอตัวระยะยาว ดังนั้น เมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 ส.ค.) ว่า วันที่ 23 ส.ค. นี้ จะดีเดย์เก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 279 รายการ มูลค่ารวม 16,000 ล้านดอลลาร์ จีนก็โต้คืนทันทีในวันที่ 8 ส.ค. ด้วยการประกาศขึ้นภาษี 25% สินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 16,000 ล้านดอลลาร์ เท่าเทียมกัน และจะมีผลพร้อมสหรัฐฯ โดยครั้งนี้ รายการสินค้าที่จีนประกาศครอบคลุมถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดใหญ่ รถบัส และจักรยานยนต์

กระทรวงพาณิชย์จีน เผยรายชื่อสินค้าสหรัฐฯ ที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในลอตที่ 2 นี้ จำนวน 333 รายการ ครอบคลุมสินค้าสำคัญ ๆ ของสหรัฐฯ หลากหลายประเภท นอกจากยวดยานพาหนะแล้ว ยังมีสินค้าในกลุ่มเชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน ฯลฯ น้ำมันเครื่อง วาสลิน แอสฟัลต์ สายเคเบิ้ลใยแก้ว ผลิตภัณฑ์พลาสติก และผลิตภัณฑ์รีไซเคิล

ถึงขณะนี้ กล่าวได้ว่า สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกานั้น เกิดขึ้นแล้วเต็มรูปแบบ และผู้นำสหรัฐฯ ก็ยืนยันว่า จะใช้มาตรการกดดันจีนต่อไป โดยเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวหาจีนเล่นสกปรกในเกมการค้า และเล็งเป้าหมายโจมตีมาที่เกษตรกรของสหรัฐฯ ในขณะที่ กระทรวงพาณิชย์จีน ยืนยันว่า ทุกมาตรการตอบโต้ที่จีนนำมาใช้นั้น ก็เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของประเทศจีน "การขึ้นภาษีสินค้าจีน 25% โดยสหรัฐฯ นั้น ไม่สมเหตุสมผล จีนจำเป็นต้องปกป้องผลประโยชน์ที่เรามีโดยชอบธรรมและเพื่อปกป้องระบบการค้าพหุภาคีด้วย" ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุ




สถานการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร? แนวโน้มข้างหน้าเป็นไปในทิศทางที่ดุเดือดเข้มข้นมากยิ่งขึ้น พิจารณาจากการที่สหรัฐฯ ประกาศว่า กำลังมีแผนขึ้นภาษีสินค้าจีนรอบถัดไป ซึ่งครั้งนี้เป็นอัตราเพิ่ม 10% คิดเป็นมูลค่ารวม 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และก็ไม่แน่ว่า อัตราที่เก็บเพิ่มนั้นจะเป็น 10% อย่างที่คิดไว้แต่แรก หรือจะจยับขึ้นเป็น 25% เพราะขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการเปิดรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและจะสิ้นสุดกระบวนการดังกล่าวในวันที่ 6 ก.ย. นี้ แต่ไม่ว่าสหรัฐฯ จะเก็บภาษีระลอกถัดไปเท่าใดก็ตาม ฝ่ายจีนได้ประกาศเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว โดยระบุว่า ถ้าสหรัฐฯ เริ่มก่อน จีนก็จะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มอีก 60,000 ล้านดอลลาร์

จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนอย่างเป็นทางการแล้ว คิดเป็นมูลค่ารวม 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยรอบแรกเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2561 มีผลไปแล้ว มูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ และรอบ 2 ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. นี้ อีก 16,000 ล้านดอลลาร์ โดยเล็งเป้าหมายไปที่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับรถไฟและการเดินรถไฟ

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเอ่ยปากว่า เขาอาจเสนอเก็บภาษีเพิ่มสินค้าจีน "ทุกรายการ" เลยก็เป็นได้ ซึ่งสถิติในปีที่ผ่านมา (2560) ชี้ว่า สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากจีนคิดเป็นมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น ที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีไปแล้ว 50,000 ล้านดอลลาร์ จึงเป็นเพียง 1 ใน 10 ของสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่เอาไว้

สถาบันวิจัยออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ได้เคยประมาณการไว้ว่า สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่กำลังเกิดขึ้น อาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจของจีน (วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี) หดตัวลง 1.3% และเศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัว 1% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมหดตัวลง 0.7% ภายในปี 2563 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า แม้ว่าการคาดการณ์ยังเป็นในเชิงบวกว่า ยังไม่เห็นสัญญาณความเสี่ยงหลัก ๆ ที่ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกจะเดินหน้าเข้าสู่ภาวะชะงักงันจนสร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่ก็มีร่องรอยความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกในครั้งนี้ จะสร้างแรงกระทบทำให้ปริมาณการค้าของโลกลดลงอย่างมาก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในทศวรรษ 1930




นอกจากนี้ หน่วยงานวิจัยเศรษฐกิจ The Economist Intelligence Unit ยังคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะรามือจากการสร้างความขัดแย้งกับคู่ค้ากลุ่มอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป (อียู) หรือ แคนาดากับเม็กซิโก (ซึ่งร่วมภาคีข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ นาฟต้า) โดยหันมาเทน้ำหนักที่การต่อรองและเปิดศึกการค้ากับจีน ซึ่งหากมีการประกาศขึ้นภาษีสินค้าเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ก็จะมาถึงจุดที่จีนจำเป็นต้องขึ้นภาษีสินค้าทุกรายการที่นำเข้าจากสหรัฐฯ (เนื่องจากจีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ น้อยกว่าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ อยู่มาก) ซึ่งหากสถานการณ์ไปถึงขั้นนั้น จะทำให้จีนจำเป็นต้องใช้มาตรการอื่น ๆ แทน ซึ่งน่าจะรวมถึงการตั้งเงื่อนไข หรือ กฎระเบียบการค้า ที่ยุ่งยากสำหรับสหรัฐฯ

แต่ที่บริษัทเอกชนอเมริกันหวาดหวั่นกันมาก คือ การเล็งเป้าไปที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ หนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ของทางการจีน ได้นำเสนอบทความระบุว่า รัฐบาลจีนอาจทำให้ บริษัท แอปเปิลฯ ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์สัญชาติอเมริกัน ประสบความยุ่งยากในการดำเนินธุรกิจในจีนก็เป็นได้ เพราะที่ผ่านมา บริษัทก็สร้างผลกำไรมากมายมหาศาลจากแรงงานราคาถูกและเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่งในจีน แต่กลับคืนกำไรให้กับจีนเพียงน้อยนิด แม้ว่านี่เป็นเพียงบทบรรณาธิการแสดงความคิดเห็น แต่ก็มีความเป็นไปได้มากว่า เมื่อสงครามการค้าเดินหน้ามาถึงจุดแตกหัก นี่ก็อาจเป็นเครื่องมือต่อรองที่จะถูกนำมาใช้


……………….
รายงานพิเศษ โดย โต๊ะข่าวต่างประเทศ

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,391 วันที่ 12-15 ส.ค. 2561 หน้า 10

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ราคาน้ำมันดิบปรับลดต่อเนื่องจากความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน
จีนโต้กลับ 'ทรัมป์' รอบ 2! เก็บภาษีนำเข้า 1.6 หมื่นล้านดอลล์ - อิหร่านลั่น! ไม่คุยกับ 'สหรัฐฯ'




ภาษี จีน สหรัฐอเมริกา ฐานเศรษฐกิจ เชื้อเพลิง สงครามการค้า รถยนต์ Thansettakij ภาษีสินค้า