เมื่อ "เมด อิน ไชน่า" สะเทือน! "เมด อิน ไทยแลนด์" ... จะไปทางไหน?

1 August 2018








... ด้วยหนี้สินของ 'สหรัฐอเมริกา' มหาอำนาจเศรษฐกิจ อันดับ 1 ของโลก ที่มีมหาศาลถึง 21.2 ล้านล้านดอลลาร์ และขาดดุลการค้าในทุกปีกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ โดยขาดดุลการค้ากับจีนมากสุด (ปี 2560 สหรัฐฯ ขาดดุลจีนสูงถึง 3.7 แสนล้านดอลลาร์) ผสมโรงกับข้อกล่าวหาจีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้าของสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายการลงทุนของจีน ที่ห้ามต่างชาติครอบครองกิจการและต้องให้ฝ่ายจีนถือหุ้น 50% กดดันให้หลายบริษัทต่างชาติต้องยอมถ่ายโอนเทคโนโลยีให้กับจีน ซึ่งมีความเชื่อมโยงถึงนโยบาย "เมด อิน ไชน่า 2025" ที่มุ่งเป้าผลักดันจีนเป็นเจ้าเทคโนโลยีชั้นสูงของโลก

ซึ่งหากประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย มีความเป็นไปได้สูงมากที่สหรัฐฯ จะสูญเสียตำแหน่งเจ้าเทคโนโลยีและผู้นำเศรษฐกิจโลกให้กับจีน เป็นที่มาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศทำสงครามการค้า เพื่อเตะตัดขาจีน หวังผล 2 ต่อ คือ 1.ลดการขาดดุลการค้า และ 2.สกัดจีนไม่ให้ผงาดขึ้นเป็นเบอร์ 1 ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในภาคอุตสาหกรรม




การทำสงครามการค้า "สหรัฐฯ-จีน" ครั้งนี้ ส่อเค้าจะยืดเยื้อ เพราะหลังจากทั้ง 2 ฝ่าย ได้เริ่มต้นขึ้นภาษีสินค้าตอบโต้กันในอัตรา 25% แบ่งเป็นสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่ม 1,102 รายการ และจีนเก็บสหรัฐฯ เพิ่ม 659 รายการ คิดเป็นมูลค่าฝ่ายละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เริ่มล็อตแรกมีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา (สหรัฐฯ ขึ้นภาษีจีน 818 รายการ และจีนขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ 545 รายการ) และจะเริ่มขึ้นภาษีสินค้าที่เหลือในล็อตที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ ยังไม่พอ สหรัฐฯ ยังเตรียมขึ้นภาษีสินค้าจีนระลอกที่ 2 ในอัตรา 25% อีกกว่า 6,000 รายการ คิดเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 2 แสนล้านดอลลาร์

ขณะที่ จีนย้ำที่จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างไม่ลดละ โดยตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า ระบุ มีเครื่องมืออย่างน้อย 5 ด้าน ที่จีนจะนำมาใช้ตอบโต้เพื่อโจมตีจุดอ่อนของสหรัฐฯ ได้แก่ 1.จำกัดการลงทุนของสหรัฐฯ 2.ขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม 3.ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันและแก๊สจากสหรัฐฯ 4.ลดค่าเงินหยวน (ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว เพื่อยังคงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจีน) และ 5.ขายทิ้งพันธบัตร (Treasuries) รัฐบาลสหรัฐฯ ที่จีนถืออยู่ในมือมากกว่า 1.18 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ทำให้จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุดของสหรัฐฯ ในเวลานี้

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ



ต่อท่าทีของจีนที่ยังไม่ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ 'ทรัมป์' ทราบดีถึงจุดอ่อนของสหรัฐฯ อยู่ที่สินค้าเกษตรที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญ ล่าสุด ได้ปิดจุดอ่อน โดยเตรียมทุ่มงบสูงถึง 1.2  หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.8 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ผลิตสินค้าเกษตรในกลุ่มถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ผลิตภัณฑ์นมเนย และสุกร ที่จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่จะลดลง และจะส่งผลต่อราคาสินค้าที่จะถูกลง กระทบกับรายได้และแรงงานภาคเกษตรของชาวอเมริกัน

สงครามการค้า 'สหรัฐฯ-จีน' ครั้งนี้ ยังไม่นับรวมที่สหรัฐฯ ไปทำสงครามการค้ากับเม็กซิโก แคนาดา สหภาพยุโรป และประเทศอื่น ๆ ที่เกินดุลการค้าสหรัฐฯ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกที่อาจชะลอตัวลง รวมถึงผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐฯ และจีน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่หลายฝ่ายจับตามอง และคาดการณ์จะเห็นรูปธรรมผลกระทบที่ชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้




ยังผลให้กระทรวงพาณิชย์เกิดความลังเลไม่ปรับเป้าส่งออกจาก 8% เป็นเป้าหมายใหม่ ที่ 9% ซึ่งได้ให้ภาคเอกชนไปทำการบ้านว่า ท่ามกลางสงครามการค้านี้มีโอกาสที่ไทยจะส่งออกได้เพิ่มในสินค้าใดบ้าง โดยรอคำตอบให้นำกลับมาเสนอในวันที่ 7 ส.ค. นี้

อย่างไรก็ดี เบื้องต้น มีสินค้าไทยที่ได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้าครั้งนี้บ้างแล้ว โดยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยรายงานว่า เวลานี้มีผู้ประกอบการของไทยได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากผู้นำเข้าของสหรัฐฯ เพื่อทดแทนสินค้าจากจีนในกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม และคำสั่งซื้อในสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผัก ผลไม้ จากผู้นำเข้าของจีนเพื่อทดแทนสินค้าข้าวโพด ถั่วเหลือง และผัก ผลไม้จากสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ระบุว่า ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา จีนสามารถส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น 10% จากผู้นำเข้าเร่งนำไปสต๊อก ก่อนภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้

ขณะที่ มุมลบ มีบางสินค้าที่อาจจะชะลอตัวลง จากที่ไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตในการส่งสินค้าวัตถุดิบ หรือ กึ่งสำเร็จรูปส่งให้จีนไปประกอบ หรือ ผลิตสินค้าส่งออกต่อไปสหรัฐฯ และตลาดอื่น ๆ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ยางพารา เม็ดพลาสติก และอื่น ๆ ซึ่งที่สุดแล้ว สงครามการค้าครั้งนี้ยังไม่มีใครสามารถจะประเมินได้อย่างชัดเจนว่าจะส่งผลกระทบด้านบวกและด้านลบต่อการส่งออกของไทยมากกว่ากัน เพราะทุกอย่างยังไม่นิ่งและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

 

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน



แต่ผลพวงจากสงครามการค้าครั้งนี้ หลายฝ่ายประเมินว่า สินค้า "เมด อิน ไชน่า" จะสะเทือนแน่นอน เพราะจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดเข้าสหรัฐฯ แต่ทางการจีน โดยประธานาธิบดี 'สี จิ้นผิง' ก็ได้เดินเกมหาตลาดใหม่รองรับทดแทนสหรัฐฯ ไว้แล้ว โดยมุ่งเป้าตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา รวมถึงรัสเซีย ดังนั้น จึงถือเป็นสัญญาณเตือนไทยที่ต้องเร่งหาตลาดใหม่รองรับทดแทนตลาดจีนและสหรัฐฯ เช่นกัน

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน จากการตรวจสอบข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร พบว่า ไทยมีการค้ากับประเทศคู่สัญญาความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) 12 ฉบับ รวม 17 ประเทศ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาเซียน (9) เปรู และชิลี) คิดเป็นสัดส่วน 57% ของการส่งออกในภาพรวม หากนับรวมกับอีก 2 ตลาดหลัก คือ สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ที่ไทยยังไม่มีความตกลงเอฟทีเอสัดส่วนการส่งออกจะสูงถึง 79%

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตลาดที่มีศักยภาพที่ไทยยังมีสัดส่วนการส่งออกยังไม่มากและสามารถจะผลักดันเพิ่มส่งออกได้อีก อาทิ ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา รัสเซีย และซีไอเอส รวมถึงเอเชียใต้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนคงต้องเร่งทำการบ้าน ทั้งศึกษาสินค้าที่เป็นที่ต้องการ ราคา ช่องทางการเจาะตลาด และการสร้างเครือข่าย การยกระดับสร้างแบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าไทยโดยใช้นวัตกรรม ติวเข้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สินค้าโอท็อป และสินค้าวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ให้สามารถค้าขายได้ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เร่งใช้ความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ เจรจาแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า เตรียมแผนเจรจาเปิดเอฟทีเอใหม่ ๆ เป็นต้น ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ไทยทำอยู่แล้ว แต่ต้องเชิงรุกและทำให้เข้มข้นกว่าเดิม โดยรวมพลังทุกภาคส่วนให้ก้าวผ่านสึนามิสงครามการค้าครั้งนี้ไปให้ได้






……………….
รายงานพิเศษ โดย โต๊ะข่าวเกษตร-การค้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
เมด อิน ไชน่า 2025 อัพ‘โรงงานโลก’สู่อุตสาหกรรมเวิลด์คลาส
ผวาจีนสวมสิทธิ์ไทยส่งออก หนีผลกระทบสงครามการค้า-สรท.จับตา 4 กลุ่มเสี่ยง


e-book-1-503x62-7


สหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจ ฐานเศรษฐกิจ ดุลการค้า หนี มหาอำนาจ Thansettakij เมด อิน ไชน่า MADE IN CHINA เมด อิน ไทยแลนด์ MADE IN THAILAND