ล้วงเงิน ปตท. โปะ "กองทุนแอลพีจี" !!

31 July 2018








กองทุนแอลพีจีติดลบแล้วกว่า 1 พันล้าน กระทรวงพลังงานหาทางแก้ ชง กพช. ไฟเขียวเก็บเงินส่งออกก๊าซหุงต้มจากโรงแยกก๊าซของ ปตท. เพิ่ม คาดได้กว่า 150 ล้าน/เดือน ช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ สกัดการส่งออก หวังให้มีแอลพีจีเหลือในประเทศ แข่งกันดัมพ์ราคาขายปลีก

จากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มี นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้อนุมัติให้นำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของบัญชีก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ไปอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน เพื่อตรึงราคาขายปลีกตลอดทั้งปีนี้ ให้อยู่ที่ 363 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ได้ส่งผลให้ฐานะกองทุนฯบัญชีก๊าซหุงต้มติดลบกว่า 1 พันล้านบาทแล้ว ณ วันที่ 27 ก.ค. 2561 (ชดเชยกว่า 18 ล้านบาทต่อวัน) จากที่เคยมีสะสมไว้ราว 8.25 พันล้านบาท ซึ่งการแก้ปัญหาที่ผ่านมา กบง. ได้อนุมัติให้นำเงินจากกองทุนน้ำมันฯ ในส่วนของบัญชีน้ำมันมาใช้หมุนเวียน แต่กำหนดเพดานให้การติดลบของบัญชีแอลพีจีต้องไม่เกิน 3 พันล้านบาท เพราะหากไม่มีการตรึงราคาแล้ว จะส่งผลให้ราคาก๊าซหุงต้มขึ้นไปอีก 20 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม




ล่าสุด ในการแก้ปัญหาการติดลบดังกล่าว ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วันที่ 3 ส.ค. นี้ ทางกระทรวงพลังงานจะเสนอแนวทางการจัดหารายได้ให้กับบัญชีแอลพีจีเพิ่มเติม เพื่อช่วยการติดลบให้น้อยลง

โดยจะเสนอให้ กพช. พิจารณายกเลิกมติเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2560 ที่กำหนดให้การส่งออกก๊าซแอลพีจีที่มาจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในบัญชีแอลพีจีแบบคงที่ที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือประมาณ 0.70 บาทต่อกิโลกรัม และกำหนดใหม่เป็นให้จ่ายตามส่วนต่างระหว่างต้นทุนของโรงแยกก๊าซกับราคาแอลพีจีนำเข้าจากต่างประเทศ




แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สำหรับมาตรการดังกล่าว ทาง กบง. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอแก้ไขมติ กพช. เดิม ที่กำหนดให้การส่งออกก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในอัตรา 0.70 บาทต่อกิโลกรัม เปลี่ยนเป็นในจัดเก็บในอัตราส่วนต่างระหว่างราคาหน้าโรงแยกก๊าซกับราคานำเข้าแอลพีจี ซึ่งเท่ากับว่า ทาง ปตท. จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในอัตราเดิมที่สูงเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นวิธีที่จะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันฯ บัญชีแอลพีจีที่ติดลบอยู่ในเวลานี้ลงได้ทางหนึ่ง โดยจะเห็นว่า ปัจจุบันราคาหน้าโรงแยกก๊าซจะอยู่ประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาแอลพีจีนำเข้าบวกค่าขนส่งราว 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ทำให้เกิดส่วนต่างที่จะต้องเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ ราว 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน หรือประมาณ 7 บาทต่อกิโลกรัม




โดยเวลานี้ ทางโรงแยกก๊าซของ ปตท. ได้ส่งออกแอลพีจีไปประเทศเพื่อนบ้านเฉลี่ยอยู่ราว 2.2 หมื่นตันต่อเดือน หากเรียกเก็บเงินตามส่วนต่างดังกล่าว เท่ากับว่า กองทุนน้ำมันฯ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 154 ล้านบาท ช่วยให้ฐานะบัญชีแอลพีจีมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น จากที่ต้องนำเงินไปตรึงราคาแอลพีจีถึง 565 ล้านบาทต่อเดือน




แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับแอลพีจีที่ส่งออกครั้งนี้ วัตถุประสงค์หลัก เพื่อต้องการให้การส่งออกต่างประเทศกระทำได้ยากขึ้น หรือ ไม่จูงใจให้เกิดการส่งออก เนื่องจากกระทรวงพลังงานต้องการให้แอลพีจีที่ผลิตได้จำหน่ายในประเทศให้มากที่สุดก่อน เพื่อที่จะเกิดการแข่งขันดัมพ์ราคาขายปลีกระหว่างผู้ค้ากันให้มากขึ้น เป็นผลดีกับผู้บริโภคที่จะใช้แอลพีจีในราคาที่ถูกลงได้ ตามกลไกตลาด ที่ปริมาณสินค้ามีเหลือเกินความต้องการแล้ว ผู้ค้าจะแข่งขันลดราคา ไม่ใช่ปล่อยให้สินค้ามีน้อยกว่าความต้องการ โดยใช้ช่องทางจากการส่งออกแทน ผู้บริโภคในประเทศก็จะไม่ได้ประโยชน์เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มีการผลิตแอลพีจี 17.3 ล้านกิโลกรัมต่อวัน มีความต้องการใช้ 14.7 ล้านกิโลกรัมต่อวัน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะเสนอข้อแก้ไขมติ กพช. เดิม ที่มีกำหนดให้ ปตท. นำเข้าก๊าซแอลพีจีจากโมซัมบิกมาใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า เปลี่ยนการนำเข้าเพื่อการพาณิชย์ที่จะจำหน่ายให้กับรายใดก็ได้ โดยจะไม่นำมารวมเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า




อีกทั้ง จะขอความเห็นชอบในการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปี ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยราคานำเข้าจะต้องไม่แพงไปกว่าราคาที่ ปตท. จัดซื้อต่ำสุด


……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,387 วันที่ 29 ก.ค. - 1 ส.ค. 2561 หน้า 01+15

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
กบง.ตรึงแอลพีจี 363บาทต่อถัง ดีเซล 30 บาท
กบง. อุ้มดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร-แอลพีจี 363 บาทต่อถัง




LPG ปตท. กระทรวงพลังงาน ฐานเศรษฐกิจ กองทุน Thansettakij กองทุนแอลพีจี