'จีน' งัดมาตรการเสริมแกร่งเศรษฐกิจ! รับ "สงครามการค้า" ระยะยาว

29 July 2018








… ท่ามกลางบรรยากาศคุกรุ่นทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย รัฐบาลจีนได้ประกาศนโยบายเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในประเทศด้วยมาตรการชุดใหม่ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นการส่งสัญญาณเตือน ว่า จีนพร้อมเสริมกำลังให้กับเศรษฐกิจด้วยการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามการค้าที่อาจยืดเยื้อเป็นระยะเวลายาวนานและบั่นทอนสมรรถนะในการส่งออกของจีน

มาตรการที่ประกาศออกมาช่วงสายของวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.ค.) มีความหลากหลาย เป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก อาทิ การลดภาษีให้กับธุรกิจที่เพิ่มการลงทุนด้านการวิจัย และการออกพันธบัตรพิเศษเพื่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น แถลงการณ์ที่มีขึ้นหลังการประชุมของคณะมนตรีแห่งรัฐ (State Council) ในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า จีนต้องการมาตรการที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับ "ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก" ได้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสมมากขึ้น นอกเหนือไปจากมาตรการควบคุมด้านงบประมาณที่นำมาใช้ก่อนหน้านี้แล้วในปีนี้

 

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน



ส่งเสริมอุปสงค์ในประเทศ
"นโยบายด้านการคลังจะต้องเป็นไปในเชิงรุกและสอดคล้องกับนโยบายด้านการเงินมากขึ้น" ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุ เป็นสัญญาณว่า กระทรวงการคลังของจีนจะเพิ่มมาตรการส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจเคียงคู่ไปกับการทำงานของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ที่ปรับลดเงื่อนไขเกี่ยวกับสัดส่วนเงินทุนสำรองให้กับธนาคารพาณิชย์ลงมาแล้วถึง 3 ครั้ง ในปีนี้ และยังมีมาตรการอีกมากที่จะนำมาช่วยสนับสนุนธุรกิจภาคเอกชนและผู้ประกอบการรายย่อย

ท่ามกลางความไม่แน่นอน ที่เป็นผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้มีแนวโน้มที่ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจจะชะลอตัวลง รัฐบาลจีนจึงต้องเพิ่มมาตรการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเอาไว้ก่อน ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ยังไม่ได้มีการนำมาตรการกระตุ้นทางการเงินชุดใหม่มาใช้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็จะยังคงมาตรการระยะยาวที่จะใช้ควบคุมการขยายตัวของปัญหาหนี้เอาไว้




เพิ่มสภาพคล่องให้แบงก์
ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลจีน ทำให้ดัชนีหุ้นตลาดเซี่ยงไฮ้และฮั่งเส็งในฮ่องกงดีดตัวรับข่าวดีในทันทีเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ขณะที่ อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนยังคงลดลง 0.65% มาอยู่ที่ระดับ 6.8295 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับจากเดือน ก.ค. 2560 เป็นต้นมา

นักวิเคราะห์และบริษัทวิจัยสำนักต่าง ๆ ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยทาง โนมูระ โฮลดิ้งส์ มองว่า รัฐบาลจีนกำลังส่งสัญญาณว่า นี่คือ การเริ่มต้นของการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการการคลัง ขณะที่ ธนาคารดอยช์แบงก์ มองว่า นี่คือ การยืนยันว่าจุดยืนด้านนโยบายของจีนกำลังขยับไปในทิศทางผ่อนปรนมากขึ้น สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ที่ว่า รัฐบาลจีนกำลังใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงิน เพื่อสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ แต่เชื่อว่าจะไม่มีการประกาศใช้มาตรการกระตุ้นชุดใหญ่ มาตรการที่ประกาศออกมาเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ยังรวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับธนาคารพาณิชย์และกำหนดแนวทางปฏิบัติใหม่ให้กับธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์

 

จีนประกาศโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ อาทิ การคมนาคมขนส่ง การพัฒนาด้านพลังงาน และการโทรคมนาคม เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมีบทบาทด้านการลงทุนมากขึ้น



ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัวที่อัตรา 6.7% นับเป็นอัตราต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา และมีตัวเลขคาดการณ์ว่า จากสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นอยู่เศรษฐกิจจีนในภาพรวมของปีนี้ น่าจะขยายตัวที่อัตราเฉลี่ยเพียง 6.5% เท่านั้น ซึ่งก็ใกล้เคียงกับตัวเลขเป้าหมายของรัฐบาล


หนุนการลงทุนของเอกชน
แถลงการณ์คณะมนตรีแห่งรัฐของจีน ยังระบุถึงความต้องการที่จะสนับสนุนให้มีการขยายตัวด้านการลงทุนภายในประเทศมากขึ้น โดยรัฐบาลจะสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอให้กับโครงการลงทุนในท้องถิ่น

 

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน



สำหรับบริษัทที่มีโครงการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็จะได้รับการลดภาษีให้ โดยคิดเป็นมูลค่ารวม 65,000 ล้านหยวน หรือกว่า 9,600 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีการออกพันธบัตรพิเศษ เพื่อช่วยให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถระดมทุนมาใช้สนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และผ่อนปรนข้อบังคับเกี่ยวกับการออกหุ้นกู้ของผู้ประกอบการขนาดเล็ก

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ อาทิ การคมนาคมขนส่ง การพัฒนาด้านพลังงาน และการโทรคมนาคม เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมีบทบาทด้านการลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของโครงการก็จะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณใหม่ ๆ จากรัฐบาลกลาง รวมทั้งการนำงบไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แถลงการณ์ยังระบุถึง การเปิดเสรีเพื่อให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในจีนได้มากขึ้น และส่งเสริมให้บริษัทต่างชาตินำผลกำไรกลับมาลงทุนในจีนเพิ่มขึ้นด้วย




……………….
รายงานพิเศษ โดย โต๊ะข่าวต่างประเทศ

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,387 วันที่ 29 ก.ค. - 1 ส.ค. 2561 หน้า 10

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
'พาณิชย์' ชี้ โอกาสทองไทยตีตลาดเครื่องประดับในสหรัฐฯ แทนสินค้าจีน
"สงครามค่าเงิน" ตั้งเค้า! 'ทรัมป์' ฉะจีน-อียู ปั่นค่าเงิน




จีน สหรัฐอเมริกา ฐานเศรษฐกิจ เศรษฐกิจจีน การค้า สงครามการค้า Thansettakij