นับถอยหลัง! ไทย 'ไร้' ไขมันทรานส์ ... จริงหรือ?

29 July 2018








เรื่องของ "ไขมันทรานส์" ฮือฮาอย่างมากเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน เมื่อ อย. ออกมาประกาศห้ามนำเข้า ผลิต และจำหน่ายไขมันทรานส์ทุกชนิด โดยมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน หรือ 6 เดือนข้างหน้า เบ็ดเสร็จก็ต้นปี 2562 พอดี

หลายคนอาจไม่รู้จัก "ไขมันทรานส์" คืออะไร และมาเกี่ยวข้องกับเรา ๆ ท่าน ๆ ได้อย่างไร?

สรุปง่าย ๆ ไขมันทรานส์ คือ น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ส่งผลให้เกิดการแข็งตัว ไม่เป็นไข ทนความร้อนได้สูง เก็บได้นาน ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน โดยมักจะพบไขมันทรานส์ในเนยเทียม มาร์การีน เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม  รวมไปถึงน้ำมันที่ใช้ซ้ำ ๆ ก็สามารถเกิดไขมันทรานส์ได้เช่นกัน

 

©markusspiske



อย. ของสหรัฐอเมริกา ตระหนักในเรื่องของไขมันทรานส์ดี ศึกษามาอย่างต่อเนื่องนานนับ 10 ปี พร้อมประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์เมื่อ 3 ปี และในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็ประกาศว่า "อเมริกา" เป็นประเทศไร้ไขมันทรานส์อย่างถาวร

ด้วยข้อกำหนดง่าย ๆ คือ สินค้าอาหารทุกประเภทที่จำหน่ายในสหรัฐฯ ต้องระบุปริมาณของกรดไขมันทรานส์ไว้บนฉลากโภชนาการ ซึ่งต้องมีปริมาณกรดไขมันทรานส์น้อยกว่า 0.5 กรัม ส่วนประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ต่างก็ต้องระบุปริมาณไขมันทรานส์ไว้บนฉลากโภชนาการทั้งสิ้น เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลในสิ่งที่บริโภคไป แตกต่างจากประเทศไทยที่ยังไม่มีข้อกำหนดให้ต้องระบุข้อมูลปริมาณไขนมันทรานส์บนฉลาก

 

©Joe Raedle, Getty Images



ส่วนใหญ่สิ่งที่เห็นบนฉลากโภชนาการตามสินค้าต่าง ๆ มักระบุว่า Trans Fat 0g ในหลาย ๆ สินค้าในความเป็นจริง อาจไม่ได้หมายความว่า สินค้าชิ้นนั้นไม่มีไขมันทรานส์ก็เป็นได้ แต่อาจมีไขมันทรานส์ในปริมาณที่ไม่เกินข้อกฏหมายกำหนด ก็อนุโลมให้ใช้ Trans Fat 0g เช่นกัน

ในประเทศไทยหลายคนเพ่งเล็งไปที่ฟาสต์ฟู้ด เบเกอรี่ รวมไปถึงสแน็คต่าง ๆ ทั้งช็อกโกแลต คุกกี้ ขนมอบ แต่ส่วนใหญ่ลืมไปว่า แบรนด์สินค้าเหล่านั้นล้วนเป็นแบรนด์อินเตอร์ หลายชนิดสินค้าชิงยกเลิกใช้ไขมันทรานส์ไปแล้ว จึงไม่ต้องไปกังวลหรือไล่บี้ว่าจะมีผลต่อผู้บริโภค




ที่ต้องจับตา เห็นจะเป็นบรรดา "สตรีทฟู้ด" ที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย สร้างชื่อเสียง นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จัก ถึงความหลากหลาย และความอร่อยแบบที่ใครมาเที่ยว แล้วไม่ได้ชิม ลิ้มลองถือว่ามาไม่ถึงเมืองไทย

วันนี้ "สตรีทฟู้ด" ถือเป็นแหล่งรวมสินค้าที่มีไขมันทรานส์มากสุด เพราะไม่ว่าจะหันไปร้านไหน ขายอาหาร เบเกอรี่ ไก่ทอด ทะเลเผา กาแฟ ไอศกรีม ปาท่องโก๋  น้ำเต้าหู้ ฯลฯ ล้วนต้องมีไขมันทรานส์ทั้งสิ้น

ผู้ประกอบการไทยรายเล็กรายน้อยเหล่านี้ คุ้นเคยกับการทำอาหาร การใช้วัตถุดิบ การขายสินค้าในแบบเดิม ๆ มายาวนาน โดยไม่รู้ถึงผลเสียที่เกิดขึ้น นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา กินแล้วก็ไป เน้นไปที่ความอร่อยเป็นหลัก แต่สำหรับคนไทยที่กินทุกวัน ทุกค่ำ ทุกเช้า สิ่งเหล่านี้ล้วนสะสมในร่างกาย และนำมาซึ่งความเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย




การแก้ปัญหาของ อย. คงไม่ใช่การออกประกาศข้อห้ามแล้วจบ เมื่อครบกำหนด 180 วัน แล้วจับ เพราะในความเป็นจริง ต่อให้ข้อกำหนดมีผลบังคับใช้ในอีก 1 ปีข้างหน้า ร้านค้า ร้านอาหาร ก็ยังคงต้องใช้วัตถุดิบเหล่านี้ต่อไป เหตุผลง่าย ๆ คือ เขาไม่รู้ว่าจะใช้วัตถุดิบอะไรมาแทน

สิ่งที่ อย. ควรทำคือ การลงไปให้ความรู้ การลงไปช่วยเหลือสรรหาวัตถุดิบที่สามารถทดแทนไขมันทรานส์ได้ในราคาที่คุ้มค่า เพราะวันนี้สาเหตุหนึ่งของการเลือกใช้ไขมันทรานส์ ไม่ว่าจะเป็น เนยเทียม มาการีน ครีมเทียม ฯลฯ ก็เพราะราคาถูกกว่าเนยสด ครีมสด นั่นเอง

 

©krzys16



2 สัปดาห์เศษ กับกระแส "ไขมันทรานส์" เริ่มซาลง มาเร็วเคลมไว แต่เมื่อนับถอยหลังถึงสัญญาณไฟแดงที่เป็นเส้นตายของ อย. ในต้นปี 2562 คงได้ยินเสียงคร่ำครวญจากบรรดาร้านค้า ร้านอาหาร สตรีทฟู้ด ที่จะดิ้นรนต่อสู้ เพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ถึงเวลานั้น อย. จะมาไล่จับ ไล่ปรับเงิน ก็คงใช่ที่

... โปรดวางแผน เริ่มต้นเตรียมความพร้อมในการผ่องถ่าย ทำให้ประเทศไทย “ไร้” ไขมันทรานส์ ตั้งแต่วันนี้!!!


……………….
บทความพิเศษ โดย โต๊ะข่าวการตลาด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
เอสเอ็มอียันไม่กระทบ ห้ามใช้ ‘ไขมันทรานส์’
เบเกอรี่แผงลอยกระอัก! "พิษไขมันทรานส์" ทำเจ๊ง




ฐานเศรษฐกิจ อย. ไขมัน ไขมันทรานส์ ไทย ไฮโดรเจน Thansettakij เนยเทียม