ผลงาน 6 เดือนให้เกรดซี ‘อีก40%ต้องเร่งแก้ไข’

31 July 2018






รับไม้ต่อจากพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ มากุมบังเหียนกระ ทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 เวลาวิ่งเร็วผ่านพ้นมากว่าครึ่งปีแล้ว “ฐานเศรษฐกิจ” ฉบับนี้สัมภาษณ์พิเศษ “กฤษฎา  บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงผลงานรอบ 6 เดือนว่าได้ดำเนินการในเรื่องใดที่เป็นรูปธรรมไปแล้ว และช่วงเวลาที่เหลือของอายุรัฐบาลจะเร่งดำเนินการในเรื่องใดบ้าง

ปรับโครงสร้างทำงานใหม่

“กฤษฎา” กล่าวว่า ผลงานแรกที่เข้ามาคือการจัดโครง สร้างการทำงานของกระทรวงเกษตรฯที่มีถึง 14 กรม ซึ่งดูแลครอบคลุมทั้งพืชเกษตร สัตว์บก สัตว์นํ้า และอื่น ๆ แต่เจ้าหน้าที่ทั้ง 14 กรมนี้มีไม่ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ เมื่อเข้ามาก็ได้มีการปรับโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานในระดับพื้นที่ใหม่เพื่อให้มีความใกล้ชิดและสามารถดูแลประชาชนได้ครบวงจรอาชีพเกษตร โดยให้เกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดเป็นหน่วยงานปฏิบัติในการดูแลเกษตรกรในทุกเรื่อง และมอบหมายให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานก ลางในการทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานของกระทรวง ทบวงกรมอื่น ๆ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทำหน้าที่คัดหางเสือ

กฤษฎา บุญราช



เร่งแก้หนี้เกษตรกร

เรื่องต่อมาคือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร จากเดิมไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเกษตรกรที่เป็นหนี้สินและลงทะเบียนขอให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) ให้ช่วยแก้เรื่องหนี้สิน 1.6 แสนรายเป็นหนี้ใครบ้าง ก็สามารถแยกแยะได้แล้วว่าเป็น 3 กลุ่มหลักคือ 1. หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อยู่กว่า 4.3 หมื่นราย 2. หนี้ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปรวมถึงธนาคารออมสินและธนาคารอาคาร สงเคราะห์บางส่วนรวมกว่า 7,000 ราย และ 3. หนี้สหกรณ์การเกษตรอีกว่า 3,000 ราย

“หนี้ 3 ส่วนนี้เงินต้นกว่า 9,000 ล้านบาท ถ้ารวมดอกเบี้ยด้วยก็หลายหมื่นล้าน พอแยกกลุ่มเจ้าหนี้ได้ทางกระทรวงก็สามารถเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา เพื่อขอลดหย่อนผ่อนปรนกับเจ้าหนี้ได้ โดยขณะนี้กระทรวงได้เจรจากับเจ้าหนี้ทั้ง 3 กลุ่มแล้วขอให้หยุดหนี้ไว้ก่อน ไม่ให้ไปยึด ไปทวง โดยเจ้าหนี้ทุกรายยืนยันจะหยุดการดำเนินการในระหว่างนี้จนกว่าการเจรจาจะได้ข้อยุติ ล่าสุดสามารถเจรจากับ ธ.ก.ส.ยอมปรับลดหนี้ให้แล้ว โดยลดเงินต้นให้เหลือ 50% ดอกเบี้ยไม่คิด และให้เกษตรกรขยายเวลาผ่อนชำระไปอีก 6 ปี ส่วนเจ้าหนี้อีก 2 กลุ่มจะเร่งเจรจาให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน"

เพิ่มตลาดดันราคายาง

นอกจากนี้ ได้ขยายบทบาทของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ให้สามารถทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนของสถาบันเกษตรกรในการซื้อขายยางพาราได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งสามารถต่อรองกับนายทุน หรือผู้มารับซื้อยางภาคเอกชนรายอื่นๆได้ จากเดิมเกษตรกรส่วนใหญ่จะขายยางให้กับ 5 เสือส่งออก แต่ต่อไปนี้สามารถขายยางให้กับบริษัทที่เป็นหน่วยธุรกิจ (BU) ของการยางฯได้ และยังรณรงค์ให้มีการซื้อขายยางใน 6 ตลาดกลางยางพาราของ กยท.ที่เป็นตลาดซื้อขายจริงเพื่อช่วยดันราคายางในประเทศ จากที่ผ่านมาราคายางไปอิงตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ และโตเกียว ทำให้ขายได้ราคาตํ่า


“การซื้อขายยาง 6 ตลาดยังผ่านเว็บไซต์ด้วย จะบอกเลยว่าวันนี้ตลาดกลางหาดใหญ่ซื้อเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งการเปิดซื้อขายผ่านไอที เพื่อให้โลกรับรู้ว่าประเทศไทยมีการซื้อขายจริง และอีกด้านหนึ่งก็ได้นำนักธุรกิจต่างประเทศจากอเมริกาใต้  ยุโรป รัสเซีย อิหร่าน เม็กซิโกกว่า 20 บริษัทเข้ามาดูกิจการยางพาราของไทย และจับคู่ธุรกิจกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 30 สถาบัน มีการสั่งจองยางหลายประเภท รวมปริมาณกว่า 6.9 แสนตันต่อปี ถือเป็นการแสวงหาตลาดเพิ่มเติม นอกจากพึ่งตลาดจีนเป็นหลัก”

ผลงานที่เป็นรูปธรรมยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น การขยายพื้นที่ชลประทานจาก 10 ล้านไร่ ได้เพิ่มขึ้นมาอีก 3 ล้านไร่ และจะได้เพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านไร่ภายในปี 2562 และยังสามารถเจรจากับชาวนาในจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา และอ่างทอง ขอพื้นที่ 2 ล้านไร่เป็นที่กักเก็บนํ้าในช่วงฤดูนํ้าหลาก โดยให้กรมประมงชดเชยเยียวยาด้วยอาชีพประมงและแจกพันธุ์ปลา, การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ต่อเนื่อง โดยปีนี้จะเพิ่มเป็น 3,800 แปลง จากเดิมทำแล้วกว่า 2,000 แปลง ล่าสุดสามารถจับคู่ (แมตชิ่ง) ดึงภาคเอกชนมารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรได้แล้ว 1,700 แปลง เป็นต้น

พอใจผลงานยังเกรดซี

“ส่วนแผนงานที่เตรียมดำเนินการคือ การวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ที่จะเริ่มนำร่องสิ้นเดือนกรฎาคมนี้ โดยจะจูงใจให้ชาวนาภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างลดการทำนาปรัง และหันไปปลูกพืช เช่น การสนับสนุนในเรื่องค่าใช้จ่ายไร่ละ 2,000 บาท การแมตชิ่งกับผู้ประกอบการในการรับซื้อสินค้าในราคาที่ตกลงกัน มีกำไร และไม่ตํ่ากว่าทุน การทำประกันภัยพืชผล การซื้อปัจจัยการผลิตในราคาตํ่ากว่าราคาตลาดเป็นต้น หากประสบความสำเร็จจะประกาศแผนการผลิตทั่วประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะขยายให้ครอบคลุมพืชไร่ พืชสวนอื่นๆ ด้วย”


“ภาพรวมผลงานกว่า 6 เดือนที่ผ่านมาก็มีความพอใจในผลงาน 60% อีก 40% ยังต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข เพราะต้องยอมรับว่า อาชีพเกษตรกรนอกจากจะขึ้นอยู่กับหน่วยราชการในการไปดูแลส่งเสริมอาชีพแล้ว ยังขึ้นกับภาวะตลาดโลกส่วนหนึ่ง กับดินฟ้าอากาศอีกส่วนหนึ่ง จะเห็นได้ว่าปีนี้ราคาข้าวไม่ค่อยมีปัญหา เพราะนอกจากเราเคลียร์สต๊อกเก่าได้แล้ว ปีนี้นํ้าท่าเราดี แต่ขณะเดียวกันสับปะรด ไก่ไข่มีปัญหาล้นตลาดขึ้นมาเราก็ต้องไปดูแล ถึงได้บอกว่าได้ประมาณ 60% เราก็พอใจแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เกรดบีคือ 70% แต่เวลานี้แค่ซีคือ 60% แต่จะพยายามอย่างน้อยให้ได้บี”

หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,384 วันที่ 19-21 กรกฎาคม 2561