Blogger’s Bootcamp by CP All#2Reachลดลงบล็อกเกอร์ปรับตัวอย่างไร

12 July 2018






Blogger’s Bootcamp by CP All ปีที่ 2 เมื่อเหล่าบล็อกเกอร์ร่วมคิด  เมื่ออิทธิฤทธิ์ของ Reach ลดลง บล็อกเกอร์จะปรับตัวอย่างไร?

“หลังจากที่เฟซบุ๊คลดจำนวนการเข้าถึง หลายคนจึงหันไปพึ่งไอจีและทวิตเตอร์ แต่เมื่อดูจากข้อมูลจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊คในเมืองไทยที่มีถึง 49 ล้านคน ขณะที่ผู้ใช้ไอจีและทวิตเตอร์อยู่ที่ 13 ล้านคนและ 12 ล้านคน หากรวมกันแล้วยังไม่ถึงครึ่งของผู้ใช้เฟซบุ๊ค ดังนั้นถ้าคุณอยากชนะโลกออนไลน์ในไทย คุณก็ต้องชนะเฟซบุ๊คให้ได้ก่อน แต่เราจะทำอย่างไร...?”



นี่คือคำถามที่ เอ็ม-ขจร เจียรนัยพานิชย์ หนึ่งในวิทยากรจากโครงการ “Blogger’s Bootcamp by CP All ปีที่ 2 : บล็อกกาภิวัฒน์ อย่าให้อนาคต Disrupt เรา” ตั้งขึ้นและเลือกที่จะบรรยายในหัวข้อ “อิทธิ Reach! เมื่ออิทธิฤทธิ์ของReach ลดลง บล็อกเกอร์จะปรับตัวยังไง?” เพื่อกระตุ้นให้บล็อกเกอร์กว่า 60 คนที่ถูกคัดเลือกร่วมโครงการได้คิด พร้อมแนะแนวทางในการทำคอนเทนต์ เพื่อให้บล็อกเกอร์ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัล

“เอ็ม-ขจร” อธิบายให้ฟังว่า ด้วยเหตุผลที่เฟซบุ๊คลดการเข้าถึง (Reach) นี่เอง ทำให้แต่ละเพจจำเป็นต้องหากลวิธีในการดึงดูดความน่าสนใจเพื่อเพิ่มการเข้าชมมากขึ้น จากข้อมูลการวิจัยของหลายๆสำนัก พบว่า การสร้างความน่าสนใจให้เพจ (Interest in the Page) นั้นมีองค์ประกอบต่างๆ อาทิ การสร้างความแตกต่างของเนื้อหาให้มีความหลากหลาย (Type of Content) เช่น การทำ วิดีโอ, ภาพกราฟฟิค และบทความ แต่สิ่งที่มาแรงคือ วิดีโอ ถ้าลองเลื่อนหน้าเพจที่เป็นที่นิยมจะพบว่า มากกว่า 30-40% เป็นวิดีโอ และต้องเป็นวีดีโอแนวตั้ง

โดยจากสถิติของ BBC ระบุว่า ได้มีการทดสอบลองทำวิดีโอแนวตั้งทั้งหมดในทุกประเภทข่าวตลอด 1 ปี พบว่า มีผู้ชมให้ความสนใจเพิ่มขึ้น 30% แม้ว่าเฟซบุ๊คจะลดการเข้าถึงก็ตาม เนื่องจากคนที่เข้าเว็บเพจโซเชียลจำนวน 80% เข้าผ่านมือถือ ถ้าทำวิดีโอแนวนอนต้องคอยพลิกหน้าจอทำให้ไม่สะดวก สำหรับสถิติของวิดีโอที่ได้ความนิยมสูงสุดในโลกเฟซบุ๊คคือ วิดีโอที่มีความยาวประมาณ 1 นาที มีสัดส่วนถึง 70% วิดีโอความยาวเกิน 3 นาที 10% และอีก 20% เป็นวิดีโอที่มีการโต้ตอบ



อีกทั้ง ความสดใหม่ของโพสต์(Recency) ก็เป็นสิ่งสำคัญ โพสต์เก่าจะถูกโพสต์ใหม่ๆแทนที่เสมอ เราจึงควรมีการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง ถ้าคอนเทนต์ดีโดนใจมีคนติดตามอย่างต่อเนื่อง เฟซบุ๊คก็จะจำและเพิ่มการเข้าถึง (Reach) ให้โดยอัตโนมัติ สุดท้ายความสามารถในการโพสต์และคุณภาพของโพสต์ (Post Performance) ก็เป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงว่า ใครเจ๋ง ใครไม่เจ๋ง ใครดีไม่ดี ใครมียอดเท่าไรบ้าง

นอกจากองค์ประกอบที่พึงมีในเพจแล้ว “เอ็ม” ยังเผยถึงเทรนด์ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นนั่นคือ การถ่ายวิดีโอแบบเล่าเรื่องสั้นๆ หรือ Story ซึ่งผู้เข้าชมเพจจะเห็นได้ก่อนลงเนื้อหาในหน้าเพจเสียอีก อีกทั้งยังสามารถดูสถิติได้ด้วยและอยู่ในทุกโซเชียลไม่ว่าจะเป็น IG Facebook Messenger คาดว่าในปีหน้า LINE ก็อาจจะทำ Story เช่นกัน



ด้าน นายบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “โครงการ Blogger’s Bootcamp by CP All ‘บล็อกกาภิวัฒน์ อย่าให้อนาคต Disrupt เรา’ ในปีที่ 2 นี้ ซีพี ออลล์ จะเป็นตัวกลางในการช่วยส่งต่อองค์ความรู้จากวิทยากรทั้ง 7 ท่าน ที่มีประสบการณ์จริงในแต่ละด้าน มาถ่ายทอดความรู้เพื่อช่วยให้บล็อกเกอร์รุ่นใหม่ เรียนรู้วิธีในการปรับตัวจากสภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลกออนไลน์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ให้ถูก Disrupt และปรับตัวในยุคบล็อกกาภิวัฒน์ได้อย่างยั่งยืน โดยเนื้อหาจะครอบคลุมทั้งหมด 3 หัวข้อใหญ่ในแต่ละอาทิตย์ ได้แก่ Content Quality & Reach, Platform และ DataAnalysis ซึ่งถือเป็นเนื้อหาที่มีส่วนช่วยเหล่าบล็อกเกอร์ ในการปรับตัวได้ทันตามการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างไร้รอยต่อ



“จากนักเขียนที่เคยเขียนลงบนกระดาษ ลงบนสมุดหนังสือ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัลก็เกิดกลุ่มนักเขียนยุคใหม่ขึ้นที่เรียกว่าบล็อกเกอร์ เป็นนักเขียนที่เผยแพร่ความรู้ ความคิดเห็นข้อมูลข่าวสารต่างๆผ่านโลกดิจิทัลหรือโลกออนไลน์มากขึ้น หากเราช่วยกันส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้ผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นประโยชน์ต่อเยาวชน เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ก็เชื่อว่าจะเป็นการช่วยกันจรรโลงสังคม ให้สังคมของประเทศเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น” นายบัญญัติ กล่าวทิ้งท้าย





เฟซบุค Blogger’s Bootcamp CP All บล็อกเกอร์ Reach