"มิตซูบิชิ"ลุยอีวีอาเซียนตั้งเป้าไทยฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

14 July 2018






มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับต้นๆของโลก ประกาศความพร้อมที่เดินหน้าลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

นายโทชินางะ กาโตะ ผู้อำนวยการแผนกธุรกิจประจำประเทศอินโดนีเซีย ฝ่ายธุรกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ระบุว่า ปัจจุบันมิตซูบิชิมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีด้านรถยนต์ไฟฟ้า และจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ต่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กำหนดที่จะหมดเขตในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ส่วนจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบใดเงินลงทุนเท่าไหร่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา แต่ในเร็วๆนี้จะเริ่มนำร่องนำรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle – PHEV) เข้ามาจำหน่ายในไทย

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาร่วมกับรัฐบาล โดยได้นำรถไปทดสอบวิ่งบริเวณในเมือง ส่วนฟิลิปปินส์อยู่ระหว่างการจัดทำโรดแมปส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle – PHEV) ร่วมกับรัฐบาลฟิลิปปินส์



อาเซียนถือฐานธุรกิจและฐานการผลิตที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรถยนต์ในไทย 424,000 คันต่อปีสามารถส่งออกไปกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส  และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในระดับโลก

ส่วนเวียดนาม มีกำลังการผลิต 100,000 คันต่อปีฟิลิปปินส์  50,000 คันต่อปี อินโดนีเซีย 160,000 คันต่อปี

ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทย  8.2% เวียดนาม 4.1% ฟิลิปปินส์ 16.2% อินโดนีเซีย  10.2% และมาเลเซีย ส่วนแบ่งตลาด  1.3%

นอกจากนี้บริษัทยังได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทนิวโมชันในประเทศเนเธอร์แลนด์ บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถานีจ่ายไฟชั้นนำของโลกโดยล่าสุดนิวโมชัน ได้คิดค้นตู้จ่ายไฟฟ้าให้เป็นทั้งตู้ชาร์จไฟฟ้าอย่างรวดเร็วและนำไฟจากรถออกมาสำรองเก็บไว้ในตู้ชื่อV2X อยู่ภายในตู้เดียวกัน

ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle–BEV) และรถยนต์ PHEV ตั้งแต่ปี 2553-2560 มียอดขายรวมประมาณ 3 ล้านคัน โดยในปี 2560 ปีเดียวมียอดขายรวม 1.15 ล้านคัน แบ่งเป็น จีน 5.8 แสนคัน ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 3 แสนคัน และสหรัฐอเมริกา 2 แสนคัน

หากดูจากยอดขายรถยนต์ EV และ PHEV ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 หรือ 12 ปีข้างหน้ายอดขายจะเติบโตขึ้น 28% และ 55% ในปี 2583 ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการผลักดันของหลายประเทศที่ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ที่ลดมลพิษ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ที่ตั้งเป้าใช้รถยนต์ EV PHEV 100% ในปี 2573-2583  ขณะที่จีนตั้งเป้าใช้รถ EV PHEV มากกว่า 40% ในปี 2573 ส่วนญี่ปุ่นตั้งเป้าใช้รถยนต์ EV PHEV 20-30 ในปี 2573

อย่างไรก็ตามการส่งเสริมและสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าให้ประสบความสำเร็จ รัฐบาลในแต่ละประเทศต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริม และมีมาตรการจูงใจ ให้มีการพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลง สนับสนุนติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า รวมทั้งมาตรการ อื่นๆมาส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ขณะนี้ในหลายประเทศมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าออกมาหลายด้าน ทั้งมาตรการด้านภาษีให้กับบริษัทผลิตรถยนต์และผู้ซื้อรถ การอุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า การยกเว้นค่าจอดรถ ค่าผ่านทาง การติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ารวมไปถึงการจัดทำช่องจราจรสำหรับรถไฟฟ้า



นายโทชินางะ ระบุว่า ที่ผ่านมามิตซูบิชิได้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2556 บริษัทได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์นั่งอเนกประสงค์แบบปลั๊ก-อินไฮบริดรุ่น Outlander PHEV ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในสหภาพยุโรปมียอดขายถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 153,243 คัน ใน 55 ประเทศและล่าสุดเปิดตัวนิวเอาต์แลนเดอร์พีเอชอีวีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดขาย Out lander-PHEV10 อันดับแรกตั้งแต่ปี 2556 ถึงมีนาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย ญี่ปุ่น 42,618 คัน อังกฤษ 36,803 คัน เนเธอร์แลนด์ 25,549 คัน นอร์เวย์ 14,387 คัน สวีเดน 10,599 คัน ยอรมนี 7,211 คัน ฝรั่งเศส 2,762 คัน ออสเตรเลีย 2,116 คัน  สเปน 2,252 คัน และสวิสเซอร์แลนด์ 1,418 คัน

หน้า 32-33 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,382 วันที่ 12 - 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561