เตือนลงทุนหุ้นเล็ก P/Eสูงเสี่ยงเจ็บตัว

16 July 2018






โบรกฯ เตือน! เพิ่มความระมัดระวัง หุ้นขนาดกลางและเล็ก เทรด P/E สูง ชี้เสี่ยงภาวะตลาดขาลง แนะกระจายพอร์ตเลือกหุ้นบลูชิพ  “ภากร” แนะลงทุนยาว หุ้นกลุ่มปันผลสูง และธีม Well-being

นายไพบูลย์  นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันที่ปรับลงมากถึง 240 จุด (กว่า 13%) จาก 1830 จุด มาที่ 1590 จุด แต่ยังไม่เป็นภาวะตลาดหมี (Bear Market) เพราะตามสถิติการจะเข้าสู่ภาวะตลาดหมี ดัชนีหุ้นต้องปรับลงเฉลี่ย 20% และโอกาสที่จะเกิดก็เป็นไปได้น้อยมาก เพราะเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) เติบโตดี   จีดีพีไตรมาสแรกโต 4.8%  สภาพัฒน์คาดทั้งปีจะโตได้ถึง 4.7% ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังโตต่อเนื่อง และเงินบาทมีโอกาสจะแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า  เนื่องจากทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูง



“ปัจจัยที่จะนำไปสู่ภาวะตลาดหมี เศรษฐกิจต้องอยู่ในภาวะถดถอยติดกัน 2 ไตรมาสขึ้นไป ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนลดลง และอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่า ซึ่งมองแนวโน้มเงินบาทไม่น่าจะอ่อนค่าได้มาก เนื่องจากไทยยังมีเงินทุนสำรองฯสูง  ส่วนฟันด์โฟลว์ไหลออกไม่ได้เป็นตัวชี้วัดนัก แต่ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าจะหนุนตลาดหุ้นปรับขึ้น”

ภาวะตลาดปัจจุบัน  ตนอยากให้เพิ่มความระมัดระวัง หุ้นที่มีมาร์เก็ตแคป  ขนาดกลางและเล็ก ที่เทรด P/E สูงเกินตัวไปมากๆ อาจสร้างความเสี่ยงในช่วงนี้ได้ แนะโฟกัสหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี  ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคกำลังซื้อในประเทศ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่สะท้อนราคาที่ปรับลดไปมากแล้ว จากผลกระทบการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนผ่านธุรกรรมแบงก์ดิจิตอล จึงเป็นโอกาสเข้าลงทุน

นายสมบัติ นราวุฒิชัย  เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์ กล่าวว่า ภาวะเช่นนี้ หุ้นเล็ก หรือธุรกิจที่เกิดใหม่  มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าบริษัทใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า เนื่องจากตั้งมาหลายปี สร้างสมประสบการณ์มานาน เวลาตลาดหุ้นปรับตัวลง หุ้นขนาดเล็กจึงมีโอกาสรูดลงมากกว่า ทางกลับกันเวลาตลาดปรับขึ้น หุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นบลูชิพ กลับมีโอกาสขึ้นเร็วกว่า และต่างชาติก็เลือกลงทุนในหุ้นใหญ่

“ควรจัดพอร์ตการลงทุนไม่กระจุกกับหุ้นมากไป เลือกกระจายในหลายธุรกิจ อย่างน้อย 5 ธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยง และเน้นหุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นบลูชิพไว้ก่อน”

ภากร ปีตธวัชชัย



ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงการลงทุนหุ้นระยะยาว แนะ 3 กลุ่มคือ 1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลงทุนหรือส่งออกไปยังตลาดอาเซียน, CLMV เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ จีดีพีโตเฉลี่ยปีละ 7-8%, 2.หุ้น high dividend ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3.0% ต่อปี  ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งสามารถศึกษาข้อมูลและเลือกหุ้นได้ในดัชนี SETHD (SET High Dividend) และ 3. กลุ่มบริษัทที่อยู่ในธีม  Well-being  ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย อาทิ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน, การท่องเที่ยว, บริการทางการแพทย์ และอาหาร

หน้า 17 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,382 วันที่ 12-14 กรกฎาคม 2561



จีดีพี สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หุ้นบลูชิพ หุ้นขนาดกลาง FETCO