บีบแบงก์อุ้มเอสเอ็มอี! ธปท. สั่งเปิดต้นทุนจูงใจซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงิน

28 June 2018








ธปท. จี้แบงก์เปิดต้นทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน จูงใจเอสเอ็มอีรายเล็ก ตัดสินใจปิดเสี่ยงค่าเงิน หลังผลวิจัยชี้ 69% ไม่ทำ Hedging เหตุต้นทุนแพง เข้าถึงสินเชื่อยาก แจงแต่ละแบงก์ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงลูกค้า

แนวโน้มตลาดการเงินที่มีความผันผวนจากการดำเนินนโยบายการเงินต่างประเทศและปัญหาสงครามการค้า ส่งผลให้ค่าเงินมีความผันผวนสูง ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออก แต่จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ PIER ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ปริมาณธุรกรรมและผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) น้อย โดยปี 2560 เอสเอ็มอีผู้ส่งออกรายเล็กกว่า 69% ไม่ทำ FX Hedging และทำน้อยมีสัดส่วน 19% ทำระดับกลางมี 6% และทำสูงประมาณ 6% ธปท. จึงหารือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประกอบการตัดสินใจป้องกันความเสี่ยงได้ดีขึ้น




รายเล็กไม่ทำ Hedging
นายธีธัช เชื้อประไพศิลป์ ผู้วิเคราะห์อาวุโส ส่วนวิเคราะห์และพัฒนาตลาดการเงิน ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. และนักวิจัย PIER เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพบว่า เอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายเล็ก ไม่ทำป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือทำน้อย เพราะต้นทุนสูงเมื่อเทียบกับรายใหญ่ และยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงวงเงินสินเชื่อในการป้องกันความเสี่ยงด้วย เพราะเอสเอ็มอีรายเล็กประมาณ 70% จะใช้บริการธนาคารเดียว ทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ใช้หลายธนาคาร รวมถึงปริมาณธุรกรรมที่มีจำนวนสูง ทำให้ต้นทุนที่ได้รับถูกลงเมื่อเทียบกับรายเล็ก ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถใช้เป็นตัววัดในการตัดสินใจทำป้องกันความเสี่ยงได้

ทั้งนี้ ธปท. จะนำต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงของแต่ละธนาคาร มาหาค่าเฉลี่ยที่เป็นแกนกลาง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ตัดสินใจว่า การป้องกันความเสี่ยงมีต้นทุนที่ได้รับไม่แพงเกินไป หากต้องการทำป้องกัน อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงอาจจะไม่เท่ากันในแต่ละสถาบันการเงิน เนื่องจากลูกค้ามีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นกับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย




พบ 75% ทำไม่ต่อเนื่อง
ด้าน นายณัฐพงศ์ รุจิรวนิช ผู้วิเคราะห์ ทีมวิเคราะห์เงินตราต่างประเทศ ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. และนักวิจัย PIER กล่าวว่า หากดูตัวเลขผู้ส่งออก แบ่งตามความสม่ำเสมอในการทำ FX Hedging พบว่า ผู้ส่งออกรายเล็ก 75% ไม่ทำป้องกันความเสี่ยงเลย เมื่อเทียบกับรายใหญ่ที่ไม่ทำ มีสัดส่วน 60% และหากดูไส้ในของผู้ส่งออกรายใหญ่ที่ไม่ทำนั้น จะเห็นว่า ใช้เครื่องมืออื่นป้องกันความเสี่ยง เช่น การฝากบัญชี FCD หรือป้องกันความเสี่ยงแบบธรรมชาติ (Natural Hedge) ซึ่งต่างจากรายเล็กที่ไม่ทำผ่านเครื่องใด ๆ เลย โดยหลัก ๆ มาจากลักษณะของผู้ส่งออก ข้อจำกัดการเข้าถึงเครื่องมือและต้นทุน ความอ่อนไหวต่อความผันผวนของค่าเงินและประสบการณ์

"การป้องกันความเสี่ยงของรายเล็กจะทำมากขึ้นและแกว่งตามค่าเงินที่ผันผวน เหมือนในช่วงต้นปี 2556 ที่เงินบาทแข็งค่า และปี 2558 ที่เงินบาทอ่อนค่า ที่ทำสม่ำเสมอ แต่เฉลี่ยแล้วทำเพียง 3-6 เดือน ซึ่งส่วนใหญ่ทำผ่าน Forward และ Spot ส่วน Option มีน้อย ประมาณ 2% เพราะเป็นโปรดักต์ที่ซับซ้อนเข้าใจยาก"

 

ตรรก บุนนาค
ประธานคณะเจ้าหน้าที่ ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)



ต้นทุนขึ้นกับความเสี่ยง
นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ธนาคารได้รับเชิญจาก ธปท. ให้ร่วมพูดคุยการเสริมสร้างการทำ Hedging ให้ดีขึ้น โดยเอสเอ็มอีจะดูเรื่อง FX Option และเพิ่มเติมในส่วนของ Forward ด้วย ส่วนต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงขึ้นกับแต่ละธนาคาร จะมีวิธีคำนวณแตกต่างกัน แต่โดยทฤษฎีจะเป็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ 2 สกุลเงิน เช่น เงินดอลลาร์-บาทบวกต้นทุนความเสี่ยงของลูกค้า แต่ละรายไม่เท่ากัน ซึ่งช่วงที่ค่าเงินผันผวน หรือ อยู่ในระดับที่เป็นจุดเสี่ยง จะเห็นผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินต่อเนื่อง

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แนวโน้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มียอดขาย 5-10 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนใหญ่จะป้องกันความเสี่ยง เพราะมีประสบการณ์มาแล้วในช่วงค่าเงินที่มีความผันผวน ประกอบกับ ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินผันผวนแรง เฉลี่ย 1 บาท ดังนั้น เชื่อว่าต้นทุนการทำป้องกันไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับลูกค้าที่ต้องทำอยู่แล้ว เพราะถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้เมื่อเทียบกับความผันผวน ซึ่งธนาคารแนะนำทั้ง FX Option และเครื่องมืออื่น ๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้า

 

พิศิษฐ์ เสรวิวัฒนา
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)



ด้าน นายพิศิษฐ์ เสรวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวว่า เอสเอ็มอีสนใจเข้าร่วมโครงการเพิ่มขีดความสามารถและส่งเสริมเอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิกของ สสว. น้อยมาก หลังจากเริ่มโครงการเมื่อเดือน ก.ย. 2560 ทั้งที่เป็นโครงการที่รัฐสนับสนุนให้เงินฟรี 3 หมื่นบาทต่อกิจการ เพื่อให้เอสเอ็มอีที่มีรายได้ไม่เกิน 400 ล้านบาทต่อปี เข้าอบรมความรู้เรื่องป้อกงันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย FX Option หรืออื่น ๆ เพื่อจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหลังอบรมเอสเอ็มอีจะได้รับสิทธิ์ทดลองซื้อ FX Option ฟรีในวงเงิน 3 หมื่นบาทต่อกิจการ โดยจะสิ้นสุดโครงการใน 31 มิ.ย. 2561




……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,378 วันที่ 28-30 มิ.ย. 2561 หน้า 01-02

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
สสว.เผยงานแฟร์ฮ่องกงเอสเอ็มอีไทยคว้าธุรกิจ200ล้าน
พณ.ดัน "Thaitrade.com" สู่ "National e-Marketplace" หนุนเอสเอ็มอีผงาดโลกค้าออนไลน์




ธปท. ฐานเศรษฐกิจ ค่าเงิน เอสเอ็มอี ธนาคาร แบงก์ ประกัน Thansettakij ประกันความเสี่ยงค่าเงิน