เปิดศึกแล้ว! อินทรีฟัดมังกร บนสมรภูมิการค้าโลก

26 June 2018






- 26 มิ.ย. 61 - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ทวีตข้อความเมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.) ข่มขู่ทุกประเทศทั่วโลกให้ยุติการตั้งกำแพงการค้าต่อสินค้าสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะต้องพบกับมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ โดยระบุว่า “สหรัฐฯ ขอยืนกรานให้ทุกประเทศทั่วโลกที่ได้ตั้งกำแพงการค้า และเรียกเก็บภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯให้ยกเลิกกำแพงการค้า และการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว มิฉะนั้นจะต้องเผชิญมากกว่ามาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ โดยการทำการค้าจะต้องเป็นธรรม และไม่ใช่การดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว”

 



นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐฯ ทวีตข้อความระบุว่า สหรัฐฯ เตรียมออกแถลงการณ์จำกัดการลงทุนต่อทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะจีน หากพบว่าประเทศใดละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาต่อสินค้าด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

“ในนามของประธานาธิบดี ผมขอชี้แจงว่า ข่าวเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ จะจำกัดการลงทุนของจีนที่ปรากฎในสำนักข่าวบลูมเบิร์ก และหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ถือเป็นข่าวลวง โดยคนปล่อยข่าวอาจจะไม่มีอยู่จริง หรือไม่รู้เรื่องนี้มากนัก และกระทรวงจะออกแถลงการณ์ที่ไม่ระบุโดยตรงถึงจีนเท่านั้น แต่จะเป็นแถลงการณ์ต่อทุกประเทศที่กำลังพยายามขโมยเทคโนโลยีของเรา” ข้อความในทวิตเตอร์ของ รมว.คลังสหรัฐฯ ระบุ





หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานเมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.) ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์วางแผนที่จะห้ามบริษัทของจีนเข้าลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และจะห้ามบริษัทสหรัฐฯ ส่งออกเทคโนโลยีให้กับจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง


วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อห้ามไม่ให้บริษัทที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่อย่างน้อย 25% เข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ นอกจากนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติและกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯยังได้ร่วมกันจัดทำแผนเพื่อควบคุมการส่งออกให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันการส่งออกเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในภาคอุตสาหกรรมไปยังจีน

วอลล์สตรีท เจอร์นัลระบุว่า สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ เพื่อตอบโต้นโยบาย “เมดอินไชน่า 2025” ของจีนที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านเทคโนโลยี


นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีแผนการจำกัดการลงทุนจากจีนและประเทศอื่นๆ ในขณะนี้ ตลาดมีปฏิกริยามากเกินไปต่อกระแสข่าวที่ว่า คณะทำงานของนายทรัมป์จะใช้มาตรการจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯกำลังร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อห้ามไม่ให้บริษัทที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่อย่างน้อย 25% เข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ

นายนาวาร์โร กล่าวว่า นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับความพยายามของทำเนียบขาว ในการปกป้องคุ้มครองการส่งออกของชาวอเมริกัน รวมทั้งความพยายามในการผลักดันเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้า



หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน กล่าวเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่เวทีสภาซีอีโอโลก ระบุว่า “ในโลกตะวันตกสอนกันว่า หากใครตบแก้มซ้ายคุณ ก็จงยื่นแก้มขวาให้ตบอีก แต่ในวัฒนธรรมของเรา เราตบคืน”

ทั้งนี้ สภาซีอีโอโลกเป็นกลุ่มที่จีนตั้งขึ้น ประกอบด้วยซีอีโอราว 20 คน ส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติตะวันตก เช่น โกลด์แมนแซคส์ และโฟล์คสวาเกน ก่อนหน้านี้กลุ่มเคยเข้าพบกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเเละไม่ได้พบกับประธานาธิบดีจีน

รายงานข่าวยังอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนคนหนึ่งว่า “จีนไม่ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากภายนอก แล้วยอมกินผลไม้ฝาด ตรงนี้คือหลักการเจรจาต่อรองที่ประธานาธิบดีกำหนดไว้เอง”

ส่วนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนวันที่ 25 มิ.ย. เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้ารายอื่นๆ โดยค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ที่ระดับ 109.45 เยน จากระดับ 109.98 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9857 ฟรังก์ จากระดับ 0.9897 ฟรังก์


ค่ายูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรับฯ ที่ระดับ 1.1703 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 1.1662 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3282 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 1.3261 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะระดับ 0.7404 ดอลลาร์สหรัฐฯจากระดับ 0.7440 ดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาชิคาโก ซึ่งระบุว่า ดัชนีชิคาโก เฟด เนชั่นแนล แอคทิวิตี อินเด็กซ์ ร่วงลงแตะระดับ -0.15 ในเดือน พ.ค. จากระดับ +0.42 ในเดือน เม.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯในเดือน พ.ค. โดยดัชนีที่มีค่าเป็นลบในเดือนพ.ค. มีสาเหตุจากการปรับตัวลงของตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต แม้ว่าตัวชี้วัดเกี่ยวกับยอดขาย, คำสั่งซื้อ และปริมาณสินค้าคงคลังปรับตัวขึ้นก็ตาม


กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 6.7% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 689,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว โดยได้รับอานิสงส์จากยอดขายบ้านทางภาคใต้ของสหรัฐฯ ที่ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 11 ปี


ฐานเศรษฐกิจ สหรัฐฯ สงครามการค้า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ Thansettakij สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน