'ทียู' ลุยสินค้านวัตกรรม! ผนึก 'อาลีบาบา' รุกจีน

24 June 2018








'ทียู' รุกหนัก! สินค้านวัตกรรมจากทูน่าและอาหารทะเล ผุดศูนย์นวัตกรรมใหม่ เพิ่มนักวิทยาศาสตร์อีกเท่าตัว ลุยวิจัยปั๊มสินค้าใหม่ตีตลาดโลก เล็งช่วยดันรายได้ 10% ของรายได้รวม ในปี 63 ผนึก 'อาลีบาบา' บุกตลาดออนไลน์-ออฟไลน์ ในจีน เป้า 400 ล้านหยวน ในอีก 2 ปี

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ทียู เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้ลงทุนตั้งศูนย์นวัตกรรม (Gii) เพื่อวิจัยและพัฒนาในการผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงพัฒนาบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตรูปแบบใหม่ ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของบริษัท โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มในปี 2558 ใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 600 ล้านบาทนั้น

 

ธีรพงศ์ จันศิริ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ทียู



"เริ่มลอนซ์สินค้าที่คิดค้นจากศูนย์ออกสู่ตลาดแล้ว เช่น ปลาทูน่าสไลด์ อินฟิวชัน ทูน่า ซึ่งเป็นสินค้าที่ปรุงรสชาติต่าง ๆ ออกสู่ตลาดอย่างจริงจัง และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2562 เป็นต้นไป"

ล่าสุด บริษัทจะย้ายศูนย์นวัตกรรมหลักจากมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงบริษัทในเครือมาอยู่รวมกัน ณ ตึกที่ทำการของบริษัท (SM TOWER) เพื่อลดต้นทุนและลุยงานวิจัยและพัฒนาสินค้าให้มากขึ้น โดยศูนย์นวัตกรรมใหม่นี้จะมีพื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าศูนย์เดิมที่มีพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร และมีแผนจะเพิ่มนักวิทยาศาสตร์ ทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่คิดค้นและวิจัยในการพัฒนานวัตกรรมสินค้า จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 100 คน เพิ่มเป็นมากกว่า 200 คนในอนาคต

 

©thaiunion.com



"เราตั้งเป้ารายได้จากสินค้าที่มีนวัตกรรมของบริษัท ในช่วงแรกจะมีสัดส่วน 10% ของรายได้รวม ภายในปี 2563 ในช่วงแรกนี้ยังเน้นสินค้าในกลุ่มทูน่า หลังจากนี้จะขยายขอบข่ายไปยังกลุ่มสินค้ากุ้งและ Marine Ingredient (สินค้าซึ่งเป็นส่วนผสมในการนำไปใช้ในสินค้าประเภทอื่น ๆ เช่น ส่วนผสมในนมทารก ที่ปัจจุบันบริษัทมีหน่วยงานวิจัยในเรื่องนี้อยู่ที่เยอรมนี) โดยสินค้านวัตกรรมที่บริษัทผลิตจะเน้น ต้องมีตลาดที่ใหญ่พอสมควร คือ อยู่ที่ระดับ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป ภายใน 3 ปี และกรอสมาร์จิน (อัตราส่วนกำไรขั้นต้น) ต้องมากกว่า 25% ขึ้นไป อันนี้เป็นสิ่งที่เราคาดหวัง"

ขณะที่ ช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ไป จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในเอเชีย เช่น จีน อาเซียน อินเดีย รวมถึงในประเทศให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีอนาคตเติบโตได้ดีกว่าตลาดสหรัฐฯ และยุโรป โดยในส่วนของตลาดจีน เป็น 1 ในตลาดหลักที่จะผลักดัน ก่อนหน้านี้ ตลาดจีนได้มุ่งเน้นทำตลาดสินค้าอาหารทะเลกระป๋อง เวลานี้ได้หันมาเน้นอาหารทะเลสดและแช่แข็ง ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมาก สินค้าหลัก คือ ล็อบสเตอร์ และแซลมอน โดยส่งขายผ่านช่องทางค้าปลีกและค้าส่ง รวมถึงในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ของ อาลีบาบา กรุ๊ป ที่เขามีทั้งขายผ่านออนไลน์และซูเปอร์มาเก็ตที่ชื่อว่า เหอหม่า (Hema)

 

©thaiunion.com



"ตลาดจีนที่เราเริ่มต้นจากศูนย์ ปีเดียวยอดขายขึ้นมาที่ประมาณ 75 ล้านหยวน ปีนี้คาดไม่ต่ำกว่า 150 ล้านหยวน หรือ โตเท่าตัว และคาดจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 300-400 ล้านหยวน ในปี 2563"


……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,376 วันที่ 21-23 มิ.ย. 2561 หน้า 02

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
หมีขาว 'อัด' อินทรี! ค้านกรณีซีเรีย 'ครั้งที่ 12' กลางเวทียูเอ็นเอสซี
'ดอน' เตรียมแจงเวทียูเอ็น "ไทยมีสิทธิมนุษยชน" ขอให้เชื่อเลือกตั้งตามโรดแมป




จีน อาหารทะเล ฐานเศรษฐกิจ อาลีบาบา นวัตกรรม ทูน่า Thansettakij ทียู