April 21, 2019
- WWW.SETTRADE.COM -  SET  1,674.10  -0.90  -0.05%         Value  36,009.90  Mil.Baht         SET50  1,113.14  -0.90  -0.08%         Value  22,208.36  Mil.Baht         SET100  2,458.75  -1.46  -0.06%         Value  28,874.46  Mil.Baht         sSET  796.49  -0.67  -0.08%         Value  2,005.83  Mil.Baht         SETCLMV  1,063.24  +3.46  +0.33%         Value  9,777.32  Mil.Baht         SETHD  1,247.34  +1.87  +0.15%         Value  10,137.17  Mil.Baht         SETTHSI  1,070.93  +0.05  +0.00%         Value  19,610.78  Mil.Baht         SETWB  1,019.53  -2.31  -0.23%         Value  6,940.37  Mil.Baht         mai  368.48  +1.02  +0.28%         Value  692.23  Mil.Baht             AGRO  414.42  -1.51  -0.36%       AGRI  192.49  +1.92  +1.01%       FOOD  11,863.72  -53.84  -0.45%           CONSUMP  113.11  +0.06  +0.05%       FASHION  706.80  +1.12  +0.16%       HOME  29.23  +0.12  +0.41%       PERSON  301.43  -1.41  -0.47%           FINCIAL  193.24  -0.20  -0.10%       BANK  518.53  -0.38  -0.07%       FIN  3,917.81  -11.32  -0.29%       INSUR  11,813.00  -1.34  -0.01%           INDUS  127.31  +1.35  +1.07%       AUTO  490.88  -0.44  -0.09%       IMM  48.18  +0.07  +0.15%       PAPER  2,869.39  0.00  0.00%       PETRO  1,239.00  +18.58  +1.52%       PKG  3,345.47  -43.46  -1.28%       STEEL  29.36  +0.05  +0.17%           PROPCON  138.34  +0.07  +0.05%       CONMAT  11,171.32  +2.65  +0.02%       PROP  296.38  +0.45  +0.15%       PF&REIT  222.47  +0.39  +0.18%       CONS  95.09  -0.76  -0.79%           RESOURC  222.75  -0.16  -0.07%       ENERG  25,399.62  -17.85  -0.07%       MINE  9.97  0.00  0.00%           SERVICE  520.60  -0.07  -0.01%       COMM  41,550.75  +23.11  +0.06%       HELTH  5,799.17  -6.64  -0.11%       MEDIA  56.99  -0.38  -0.66%       PROF  157.84  -0.59  -0.37%       TOURISM  690.83  +2.85  +0.41%       TRANS  393.95  +0.11  +0.03%           TECH  166.24  -1.07  -0.64%       ETRON  1,573.75  -42.51  -2.63%       ICT  158.50  -0.60  -0.38%       TFEX       SET50 Index Futures       S50J19  1,110.4  -3.3  2        S50K19  -  -  -        S50M19  1,107.6  -0.1  70,518        S50U19  1,103.5  -0.1  5,278        S50Z19  1,103.1  -  1,064        S50H20  1,099.9  -0.3  391      Sector Index Futures       BANKM19  -  -  -        COMMM19  -  -  -        ENERGM19  -  -  -        FOODM19  -  -  -        ICTM19  -  -  -      Single Stock Futures       AAVM19  4.34  -  2,004        ADVANCM19  191.48  -0.50  137        AMATAM19  22.30  +0.11  1,763        AOTM19  69.35  +0.67  2,344        APM19  7.70  -0.05  516        BAM19  -  -  200        BANPUM19  16.35  +0.31  2,392        BAYM19  37.72  +0.25  6        BBLM19  206.50  -0.10  183        BCHM19  17.70  -  1,306        BCPM19  -  -  100        BDMSM19  25.80  +0.23  622        BEAUTYM19  6.84  -0.16  4,154        BECM19  8.72  +0.24  6,933        BEMM19  10.25  -0.11  4,149        BHM19  178.25  -0.81  174        BJCM19  51.00  +0.46  375        BLAM19  29.60  +0.38  223        BLANDM19  1.61  -  1,917        BTSM19  11.60  -0.04  3,054        CBGM19  62.45  -0.85  1,389        CENTELM19  43.70  +0.02  3        CHGM19  1.94  +0.01  2,646        CKM19  -  -  100        CKPM19  5.25  +0.09  2,309        CPALLM19  76.40  +0.20  312        CPFM19  -  -  100        CPNM19  76.25  -  101        DELTAM19  75.00  -0.50  1        DTACM19  54.05  -0.25  4        EARTHM19  -  -  -        EGCOM19X  295.50  +2.50  72        EPGM19  6.63  +0.08  7        GLOBALM19X  -  -  400        GLOWM19  -  -  -        GPSCM19  61.88  -0.12  357        GUNKULM19  3.17  +0.05  6,045        HANAM19  32.61  -0.37  282        HMPROM19  -  -  400        ICHIM19  3.71  -0.02  517        INTUCHM19  59.07  -  22        IRPCM19  5.75  -0.02  1,485        ITDM19  2.38  -0.03  3,238        IVLM19  48.03  +0.43  1,175        JASM19  5.63  +0.01  1        KBANKM19  190.55  -2.40  719        KCEM19  26.33  -0.79  412        KKPM19  -  -  220        KTBM19  18.60  -0.02  176        KTCM19X  39.60  +0.24  11        LHM19  -  -  100        LPNM19  -  -  100        MAJORM19  26.49  -0.01  6        MINTM19  37.48  -0.27  202        MTCM19  49.98  -1.02  202        PLANBM19  7.00  +0.05  2,001        PSHM19  18.89  -0.20  405        PTGM19  11.03  +0.10  5,233        PTTM19  48.80  -  2,245        PTTEPM19  132.50  +0.90  199        PTTGCM19  70.75  +0.57  1,807        QHM19  2.99  +0.03  2,281        RATCHM19  -  -  100        ROBINSM19  -  -  110        SM19  3.14  -  2        SAMARTM19  7.47  -0.08  20        SAWADM19  55.49  -0.50  573        SCBM19  129.39  +1.00  932        SCCM19  462.05  +0.45  73        SIRIM19  1.39  +0.02  1,566        SPALIM19  -  -  1,400        SPCGM19  -  -  -        STAM19  13.12  +0.02  122        STECM19  25.33  -0.07  1,034        STPIM19  7.11  -0.26  2,513        TASCOM19  17.25  -  552        TCAPM19  53.00  +0.05  102        THAIM19  12.90  +0.18  682        THCOMM19  7.43  +0.01  312        TISCOM19  84.97  -0.51  161        TMBM19  2.01  -  120        TOPM19  73.42  +1.03  3,187        TPIPLM19  2.03  -0.02  1,444        TRUEM19  5.18  -0.09  2,973        TTAM19  5.42  +0.05  66        TTCLM19  8.34  +0.34  22        TTWM19  -  -  -        TUM19  18.88  +0.17  103        TVOM19  -  -  100        UNIQM19  -  -  500        VGIM19  9.10  -0.33  1,522        VNGM19  -  -  -        WHAM19  4.16  +0.02  10,202      GF10 Futures       GF10J19  19,320  -  6,874        GF10M19  19,400  -10  3,171        GF10Q19  19,480  -  5,187      GF50 Futures       GFJ19  19,330  -10  155        GFM19  19,420  -  49        GFQ19  19,460  -30  93      Gold Online Futures       GOM19  1,282.50  -0.50  2,762      GOLD-D       GDM19  1,282.30  -3.20  2      USD Futures       USDJ19  -  -  -        USDK19  -  -  -        USDM19  31.79  -  37        USDU19  31.75  +0.03  70      BB3 Futures       BB3M19  -  -  -        BB3U19  -  -  -      TGB5 Futures       TGB5M19  -  -  -        TGB5U19  -  -  -      RSS3 Futures       RSS3J19  -  -  -        RSS3K19  -  -  -        RSS3M19  -  -  -        RSS3N19  -  -  -        RSS3Q19  -  -  -        RSS3U19  -  -  -        RSS3V19  -  -  -      RSS3D Futures       RSS3DJ19  53.70  +0.60  32        RSS3DK19  53.80  +0.70  32        RSS3DM19  53.60  -  34        RSS3DN19  53.30  +0.40  38        RSS3DQ19  52.60  -0.60  64        RSS3DU19  52.60  -0.60  58        RSS3DV19  -  -  -      Index Options       Most Active Call Volume       S50M19C1125  9.0  -0.5  258        S50M19C1175  1.8  -0.2  224        S50M19C1100  20.3  -0.7  199        S50M19C1150  3.8  -0.2  156        S50M19C1075  40.0  -  24      Most Active Put Volume       S50M19P1075  6.5  -  604        S50M19P1125  26.7  +0.4  363        S50M19P1100  13.3  -0.2  336        S50M19P1050  3.2  +0.1  246        S50M19P1025  1.3  -0.2  211      ---     ขอเชิญผู้ลงทุนร่วมสัมมนาพิเศษ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 14 ของ TFEX ความท้าทายปีนี้จะเป็นอย่างไร นวัตกรรมอะไรที่จะเพิ่มโอกาสทำกำไรใน TFEX พบคำตอบในงานนี้ อังคารที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 13.00-16.30 น. ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ สำรองที่นั่ง www.TFEX.co.th    ---     ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนผู้ลงทุนขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงร่วมกิจกรรมห้องเรียนนักลงทุน@ขอนแก่น สัมมนาความรู้การลงทุน พร้อมรับคำปรึกษาจากกูรูด้านการลงทุน 27 เม.ย. นี้ 9:00-16:00 น. ม.ขอนแก่น www.set.or.th/education สอบถาม 02 0099 999 ฟรี    ---    

ป.ป.ช. แจงเหตุไม่รื้อคดี สลายชุมนุมนปช.2553 "เต้น" ระบุหลังเลือกตั้งลุยใหม่

22 Jun 2018
อ่าน 45 ครั้ง
khdbidi96bb8b559bjk5eผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานป.ป.ช.ว่า ในวันนี้ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีแกนนำนปช.( นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายวรัญชัย โชคชนะ) มีหนังสือร้องขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทบทวนคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อปี2553

โดยกรรมการป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป นายวรวิทย์ แถลงว่า ประเด็นที่มีการร้องขอให้ทบทวนมี 4 ประเด็น คือ 1.การตัดสินใจทางนโยบาย กรณีใช้อาวุธสงครามกระสุนจริงและยุทธวิธีการซุ่มยิงถูกต้องหรือไม่นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่าการสั่งใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธปืนติดตัว เข้าขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ในระหว่างวันที่ 10 เม.ย.- 19 พ.ค.2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำสั่งของศาลว่าเป็นช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง

ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ตามนัยคำสั่งของศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553 วันที่ 22 เม.ย.2553 และวันที่ 14 พ.ค.2553

เจ้าหน้าที่ผู้รับคำสั่งจาก ศอฉ.จะต้องไปปฏิบัติโดยกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมเป็นลำดับชั้นต่อไปจนถึงหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ซึ่งมีผู้ควบคุมคือ ผู้บังคับกองพันในการปฏิบัติการจริงในพื้นที่นั้น
222การตัดสินใจในการใช้อาวุธจะเป็นอำนาจโดยสายการบังคับบัญชาในการสั่งการของผู้บัญชาการกองพล หากภายหลังสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้อาวุธปืนโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีจำเป็น จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องรับผิดในการกระทำดังกล่าวฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือฐานฆ่าผู้อื่น อันเป็นการกระทำเฉพาะตัว

ซึ่งกรณีนี้ที่ประชุมได้มีมติให้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป ตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2.ไม่ยกเลิกการปฏิบัติในทันทีเมื่อรับทราบการเสียชีวิตของประชาชน และกรณีกล่าวอ้างว่ามีการปรับยุทธวิธีเป็นการตั้งด่านตรวจและมีจุดสกัดปิดล้อมเพื่อให้ชุมนุมเลิกไปเองนั้น แต่ตามวารสารกองทัพบก (เสนาธิปัตย์) อธิบายว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ มิใช่การปรับยุทธวิธีเป็นการตั้งด่านตรวจตามที่อ้างนั้น

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ในประเด็นนี้เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่าภายหลังจากเกิดเหตุการณ์การขอคืนพื้นที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บแล้ว ศอฉ. ได้ทบทวนปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าผลักดันผู้ชุมนุมอีกต่อไป แต่ใช้มาตรการตั้งด่านตรวจ หรือจุดสกัดปิดล้อมวงนอกไว้โดยรอบ เพื่อให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมไปเอง และได้มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ในวันที่ 14 และ 19 พ.ค.2553 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีการใช้กำลังทหารเข้าผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม เหมือนการปฏิบัติการในวันที่ 10 เม.ย.2553 แต่เป็นการตั้งด่านอยู่กับที่ทุกแห่ง5236221

3.การอ้างว่ามีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการอ้างโดยมิได้มีหลักฐานใดๆ รองรับ เป็นการอ้างไม่ตรงกับคำพิพากษาศาลแพ่ง เนื่องจากคำพิพากษาระบุว่าการเสียชีวิตเบื้องต้นในวันที่ 10 เม.ย.2553 ยังไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด และศาลแพ่งได้เตือนจำเลยคือนายอภิสิทธิ์ กับพวก ในการสลายการชุมนุมหรือขอคืนพื้นที่ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นตามความเหมาะสม

และคำสั่งศาลอาญาในเรื่องการตาย จำนวน 19 ศพ ก็ยืนยันว่าผู้ตายตายจากกระสุนความเร็วสูง จากอาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ศอฉ. และไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีอาวุธปืนหรือยิงต่อสู้นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ในประเด็นนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยพิจารณาและวินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามคำสั่งศาลในช่วงระยะเวลาต่างๆ ได้แก่

คำสั่งศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ ร. 2/2553 วันที่ 5 เม.ย.2553, คำสั่งศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553 วันที่ 22 เม.ย.2553, คำสั่งศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553 วันที่ 14 พ.ค. 2553 คำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาลอาญากรุงเทพใต้ กรณีนายบุญมี เริ่มสุข ในคดีหมายเลขดำที่ ช.7/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ช.1/2556 วันที่ 16 ม.ค. 2556, คำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาลอาญา กรณีนายมานะ อาจราญ ในคดีหมายเลขดำที่ อช.8/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อช.3/2556 วันที่ 21 ก.พ.2556 สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า

การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล
4.กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ไม่รอบคอบ ไม่ถูกต้อง ไม่น่าเชื่อถือและ 2 มาตรฐาน ดังนี้ 1. เหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551 (การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ) เกิดขึ้นและยุติลงภายในวันเดียว แต่คำฟ้องของ ป.ป.ช. แบ่งเหตุการณ์ออกเป็น 3 ช่วงเวลา กล่าวถึงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บรายสำคัญโดยละเอียด ขณะที่เหตุการณ์ปี 2553 เกิดขึ้นต่อเนื่องกันกว่า 1 เดือน ต่างกรรมต่างวาระต่างสถานที่ แต่กลับพิจารณาแบบองค์รวม

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีดุลยพินิจ ที่แตกต่าง จากอัยการและศาล ดังนั้น หากในกรณีสลายการชุมชุม นปช. ในปี 2553 ได้มีการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล อัยการและศาลอาจมีข้อวินิจฉัยที่แตกต่างจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็เป็นได้นั้น
2.ในกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีอำนาจตามหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายสมชาย มีอำนาจสั่งการแทนนายกรัฐมนตรี จึงไม่อาจปฏิเสธความผิด ต่อกรณีมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แต่กรณีกลุ่ม นปช. นั้น ป.ป.ช. กลับมีมติว่าหากเจ้าหน้าที่ทหารใช้อาวุธปืนโดยไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ และเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีจำเป็นจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บให้ถือเป็นความผิดเฉพาะตัว

3.กรณีสลายการชุมนุม กลุ่มพันธมิตรฯ ในปี 2551 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย 1 ในนั้น คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี แกนนำการ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูงเข้ามาในพื้นที่ และเกิดเหตุระเบิดจนเสียชีวิต กลับไม่ถูกกล่าวถึงแต่อย่างใด ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวมิได้ปราศจากอาวุธ เช่นเดียวกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช.

4.กรณีนายสมชาย และคณะเจ้าหน้าที่ใช้เพียงแก๊สน้ำตา มีความผิด กรณีของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งใช้อาวุธสงครามสารพัดชนิด กลับไม่มีความผิดนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ ของเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่ม นปช. มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ เหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในคืนวันที่ 6 ต.ค.2551 เวลาประมาณ 23.00 น. ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษที่ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว) นายสมชาย ร่วมกับพล.อ.ชวลิต มีคำสั่งให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ในขณะนั้นดำเนินการเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภา เข้าประชุมเพื่อแถลงนโยบายในวันที่ 7 ต.ค.2551 ให้ได้ โดยไม่ปรากฏแนวทางการปฏิบัติที่เป็นไปตามขั้นตอนและหลักการสากล มีการใช้แก๊สน้ำตาชนิดยิงและขว้างเพื่อผลักดันประชาชนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดทางเข้ารัฐสภา 3 ครั้ง จนมีผู้เสียชีวิตเเละบาดเจ็บนั้น
111สำหรับรายพ.ต.ท.เมธี ขณะเสียชีวิตยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเสียชีวิตจากระเบิดแสวงเครื่องที่เกิดระเบิดภายในรถของตนเองขณะเข้าร่วมชุมนุม โดยสื่อมวลชนได้เสนอข่าวการสลายการชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตาซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าวตลอดทั้งวัน นายสมชาย ในฐานะนายกรัฐมนตรี กับพวกก็ไม่ได้สั่งระงับหรือยับยั้งการปฏิบัติการดังกล่าว

ส่วนเหตุการณ์สลายการชุมนุมของ นปช. นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี กับพวก ได้มีการสั่งการโดยมีแนวทางการปฏิบัติ และเน้นย้ำการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทุกระดับตามขั้นตอน กฎและหลักการสากลในการสลายการชุมนุม และปรากฏข้อเท็จจริงจากการไต่สวนและตามคำสั่งของศาลดังกล่าวข้างต้น ว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ ศอฉ.ต้องใช้มาตรการขอคืนพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง

โดยเจ้าหน้าที่ผู้รับคำสั่งจะต้องนำไปปฏิบัติโดยกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเป็นลำดับชั้นต่อไป จนถึงหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งมีผู้ควบคุมคือ ผู้บังคับกองพันในการปฏิบัติการจริงในพื้นที่นั้น การตัดสินใจในการใช้อาวุธ จะเป็นอำนาจโดยสายการบังคับบัญชาในการสั่งการของผู้บัญชาการกองพลว่าจะให้ทหารผู้ปฏิบัตินำอาวุธปืนพร้อมกระสุนจริงติดตัวจำนวนกี่กระบอกต่อกองร้อย โดยบางกองพลก็จะให้นำอาวุธปืนและกระสุนเก็บไว้ในรถไม่ได้นำติดตัว แต่หากมีการนำอาวุธติดตัวไปปฏิบัติการผู้ที่มีอำนาจในการสั่งใช้อาวุธคือ ผู้บังคับกองพันในพื้นที่รับผิดชอบเหตุการณ์ดังกล่าว

สำหรับพยานหลักฐานที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ได้แก่ 1.วารสาร “เสนาธิปัตย์” 2.คำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาลอาญา กรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว 3.แผ่นCD)“รุมยิงนกในกรง” 4.แผ่นบันทึกภาพและเสียง (CD) “ยุทธการขอคืนพื้นที่ เมษา 53” คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า วารสาร “เสนาธิปัตย์” ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นไม่ใช่พยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริง เป็นแต่เพียงบทความทางวิชาการทหารเท่านั้น สำหรับคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพ และแผ่นบันทึกภาพและเสียงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็เป็นข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนการไต่สวนและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยด้วยแล้ว จึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่เช่นกัน กรณีจึงต้องห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติไม่ยกสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์กับพวก กรณีร่วมกันสั่งการในเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช. ขึ้นพิจารณาใหม่ เหตุหนังสือคำร้องทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแก่การไต่สวน ต้องห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

หากปรากฏพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจหยิบยกสำนวนการไต่สวนดังกล่าว ขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทุกเมื่อภายในอายุความสำหรับกรณีดีเอสไอส่งสำนวนคดีอาญา
กรณีการเสียชีวิตของประชาชนจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij