‘นายกฯ’ จับมือ “AIRBUS” MOU ศูนย์ซ่อมบำรุงอู่ตะเภา

22 June 2018






- 22 มิ.ย. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างวันที่ 19-26 มิ.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการนำคณะผู้บริหารระดับสูงภาครัฐและภาคเอกชนเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อยกระดับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทั้งด้านการค้า การลงทุน และอื่นๆ หลังจากเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2560 คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปได้ออกแถลงการณ์รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับไทยและสหภาพยุโรปจากที่เคยยุติความสัมพันธ์กับประเทศไทยเมื่อเดือน มิ.ย. 2557


ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีจะหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของทั้งสองประเทศด้วย

เอกชนรายใหญ่แห่งสหราชอาณาจักรที่เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีของไทย ประกอบด้วย Mr.Gregory Hodkinson , Chairman of the Global Group, บริษัท Arup และ Mr.Mark E.Tucker, Group Chairman บริษัท HSBC และ Mr.Paul Manduca , Chairman บริษัท Prudential


ส่วนเอกชนรายใหญ่ของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสนั้น นายกรัฐมนตรีจะหารือกับนาย Guillaume Faury ประธานบริษัท Airbus Commercial Aircraft พร้อมทั้งเยี่ยมชมสายการผลิตของชิ้นส่วนอากาศยาน และร่วมพิธีเปิดตัวแบบจำลองศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul-MRO) รวมถึงพิธีแลกเปลี่ยนความตกลงสัญญากรอบการร่วมทุนระหว่าง บมจ.การบินไทย (THAI) กับ Airbus Commercial Aircraft

นอกจากนี้ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งร่วมคณะไปนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้มีกำหนดการเข้าร่วมเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 6 ฉบับ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทยกับสหราชอาณาจักร ประกอบด้วย

1.การลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเทสโก้ กรุ๊ป เรื่องความร่วมมือพัฒนาสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ด้วยการนำสินค้าเอสเอ็มอีไทยมาพัฒนาร่วมกับศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center) ของเทสโก้ และส่งออกไปจำหน่ายในห้างเครือข่ายในสหราชอาณาจักร ยุโรป และเอเชีย

2.การลงนาม MOU ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กับ บริติช เคานซิล (British Council) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่ส่งเสริมการศึกษา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งสหราชอาณาจักร ในเรื่องความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งมีสินค้าหัตถกรรมและดีไซน์ (Handicraft & Design) เป็นเป้าหมายในการพัฒนา โดยจะร่วมกันพัฒนา Creative Hub ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยให้มีความพร้อมที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ทันสมัย สวยงาม ผ่านฝีมือคนไทย โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อสร้างมูลค่าให้กับสินค้า และเป็นที่ต้องการของตลาดในระดับสากล

3.การลงนาม MOU ร่วมระหว่าง บมจ.พีทีทีโกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กับ Digital Barriers เรื่องความร่วมมือหาแนวทางนำนวัตกรรมระบบความปลอดภัยมาใช้กับแนวท่อส่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯไปยังลูกค้า

4.การลงนาม MOU ระหว่าง PTTGC กับ Arturius International เรื่องความร่วมมือหาแนวทางนำนวัตกรรมระบบความปลอดภัยมาใช้

5.การลงนาม MOU ระหว่าง PTTGC กับ UK Export Finance (ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือทางการเงินกับผู้ส่งออก) เรื่องเสนอแนวทางความร่วมมือในการใช้องค์ความรู้บริการและอุปกรณ์ด้านวิศวกรรมที่เป็น UK content ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร 100-200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และแสดงความประสงค์จะขอรับการสนับสนุนเงินกู้โครงการขนาดใหญ่ในอนาคตของบริษัทฯ ในมลรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ

6.การลงนาม MOU ระหว่างโรลส์-ลอยซ์ (Roll Royce) กับ THAI เรื่องความร่วมมือในการร่วมลงทุนจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานดอนเมือง

นอกจากนี้ รมว.พาณิชย์ จะเป็นประธานประชุมเตรียมการกับภาคเอกชนไทย ซึ่งเป็นการประชุมสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร (TUBLC) เช่น กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ (Thai Beverage Group) , บมจ. ปตท. (PTT), กลุ่มบริษัทซีพี (CP Group) , บมจ. เอส แอนด์ พี ซินดิเคท (S&P), กลุ่มบริษัทคาราบาว (Carabao Group) , บมจ. การบินไทย (THAI) พร้อมกันนี้ยังมีการหารือกับ FSB ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเอสเอ็มอีของสหราชอาณาจักรอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสนั้น รมว.พาณิชย์และคณะผู้บริหารจะเข้าร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างนักธุรกิจไทย และสาธารณรัฐฝรั่งเศส จำนวน 5 ฉบับ ประกอบด้วย

1.การลงนาม MOU ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กับ ICC เรื่องความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ หรือ New Economy Academy (NEA) ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสถาบันไอซีซี (ICC Academy) ในการพัฒนาเอสเอ็มอีไทย และแลกเปลี่ยนข้อมูลกฎระเบียบด้านการค้า นโยบาย พิธีการศุลกากร

2.การลงนาม MOU ในกรอบความร่วมมือสัญญาว่าจ้างระหว่าง PTTGC กับ Dassault Systemes  เรื่องโครงการ Digitization รับจ้างติดตั้งและดำเนินการเทคโนโลยีระบบโครงสร้าง Visualization ในการวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมต่อระบบวิศวกรรมในโรงงาน

3.การลงนาม MOU ระหว่าง Loxley กับ POMA เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ (Smart City)

4.การลงนาม MOU ระหว่าง บริษัท มิตรผล กับ Maguin & Cristal Union เพื่อผลิต Superfind alcohol สำหรับการผลิตยาและเครื่องสำอาง

5.การลงนาม MOU ระหว่างบริษัท มิตรผล กับ Roquette เพื่อผลิต Functional Starch

การเดินทางเยือนสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก ทั้งด้านการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน ตลอดจนการเจรจาขยายลู่ทางการนำเข้าสินค้าไทยให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเจรจาความร่วมมือใหม่ๆ อีกหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์  หรือ Creative Economy และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทย ที่จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของคนไทย ขยายโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงตลาดการค้าที่สำคัญของโลกเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจด้านการค้า การลงทุน ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน



ภายหลังการหารือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

Mr G. faury ได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง บริษัท Airbus และประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่แนบแน่นและยาวนาน ก่อให้เกิดประโยชน์จากความร่วมมือทั้งสองฝ่ายมาตลอด พร้อมชื่นชมพัฒนาการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ภายใต้การขับเคลื่อนของรัฐบาล และยังมีโอกาสที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือและการเติบโตไปด้วยกันอีกมากในอนาคต

ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมความสำเร็จของบริษัท Airbus ในการเป็นผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเครื่องบิน เครื่องบิน Airbus ก็ได้รับความนิยม มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือ สายการบินในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกว่า 100 สาย รวมถึงการบินไทยด้วย

ทั้งนี้ ไทยได้ให้ความสำคัญต่อการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายด้านคมนาคมที่เชื่อมต่อทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค หรือเป็น gateway และ ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค รวมทั้ง ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน และการจัดหาเครื่องบินซึ่งมีอยู่ในแผนแล้ว และเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือนี้ยังจะเชื่อมต่อไปถึง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย

รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC โดยจะมีการพัฒนาและขยายการเชื่อมโยงครบทั้งระบบ บก น้ำ อากาศ รวมถึง Smart City และ Industrial Park ซึ่งโตรงการขยายท่าอากาศยานอู่ตะเภาเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคนใน 5 ปี และสูงสุดถึง 60 ล้านคนในอนาคต

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดขึ้นโดยเร็วภายในรัฐบาลนี้ และขอให้มั่นใจว่า โครงการจะได้รับการสนับสนุนและสานต่อ เพราะมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีรองรับอยู่

นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงยินดีที่วันนี้จะมีการลงนาม Joint Venture Company Principles Agreement ของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา โดยบริษัท Airbus ตัดสินใจสร้างบริษัทร่วมทุนเพื่อบริการซ่อมบำรุงอากาศยานกับบริษัท การบินไทย ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอากาศยานและการบินอย่างเต็มที่ เพราะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย


ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในศูนย์ซ่อมฯ ที่มีความทันสมัยและครอบคลุมที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยการให้บริการซ่อมบำรุงใหญ่ (Heavy maintenance) และการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอดที่สามารถทำให้แล้วเสร็จได้ที่อากาศยาน (Line services) ให้กับเครื่องบินลำตัวกว้างทุกประเภท ศูนย์ซ่อมฯ แห่งใหม่นี้จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุดมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการบำรุงรักษาเครื่องบิน ตลอดจนเทคนิคการตรวจสอบขั้นสูง ซึ่งรวมถึงการใช้โดรนตรวจสอบโครงสร้างของเครื่องบินด้วยเช่นกัน

ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานจะมีโรงซ่อมอากาศยานเฉพาะด้าน ประกอบด้วยศูนย์ซ่อมโครงสร้างคอมโพสิต รวมทั้งศูนย์ฝึกอบรมการซ่อมบำรุงที่ครอบคลุมและครบวงจรสำหรับช่างเทคนิคในประเทศไทยและจากต่างประเทศ


“การบินไทยและแอร์บัสได้ดำเนินการศึกษาและประเมินที่ครอบคลุมทุกด้านเพื่อทำให้แผนพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่น่าจับตามองนี้เกิดขึ้น” นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวและเสริมอีกว่า “ทางการบินไทยและแอร์บัสจะร่วมกันพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เรามั่นใจว่าการร่วมทุนครั้งนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์ในทางเศรษฐกิจต่อการบินไทยเป็นอย่างมาก และจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและอวกาศในประเทศไทยให้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้น”

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงที่สำคัญนี้กับทางการบินไทย” นายกีโยม โฟรี ประธานบริหารฝ่ายเครื่องบินพาณิชย์ของแอร์บัส กล่าวและเสริมอีกว่า “ข้อตกลงนี้จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแอร์บัสและการบินไทยที่มีมาอย่างยาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทยอีกด้วย ด้วยจำนวนฝูงบินของเครื่องบินลำตัวกว้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าหรือราว 4,800 ลำในอีก 20 ปีข้างหน้า โครงการนี้จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่ดีของเราทั้งสองบริษัท”


โครงการร่วมทุนระหว่างแอร์บัสและการบินไทยจะตั้งอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) ของประเทศไทย โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นแผนยุทธศาสตร์หลักภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและบริการโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศไทยให้ไปสู่ระดับโลก

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่า โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Project) จะเป็นศูนย์ซ่อมที่มีความทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะสามารถซ่อมได้ทั้งการซ่อมบำรุงใหญ่ (Heavy maintenance) และการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด โดยสามารถซ่อมให้แล้วเสร็จได้ที่อากาศยาน (Line services) สำหรับเครื่องบินลำตัวกว้างทุกประเภท โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการบำรุงรักษาเครื่องบิน ตลอดจนเทคนิคการตรวจสอบ รวมถึงการใช้โดรนตรวจสอบโครงสร้างของเครื่องบินอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีโรงซ่อมอากาศยานเฉพาะด้าน ได้แก่ ศูนย์ซ่อมโครงสร้างคอมโพสิต และศูนย์ฝึกอบรมการซ่อมบำรุงที่ครบวงจรสำหรับช่างเทคนิคทั้งจากในประเทศไทยและต่างประเทศ


การร่วมทุนระหว่างการบินไทยและแอร์บัสในครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและอวกาศในประเทศไทยให้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจำนวนฝูงบินของเครื่องบินลำตัวกว้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าหรือราว 4,800 ลำ ในอีก 20 ปีข้างหน้า และส่งผลดีต่อแผนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นไปตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและบริการโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศไทยให้ไปสู่ระดับโลก


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฐานเศรษฐกิจ AIRBUS แอร์บัส Thansettakij