โยก 5 ล้านล้าน หนีดอกต่ำ! แห่เล่นกองทุนนอกเสี่ยงสูง ผลตอบแทนติดลบ

21 June 2018








นักการเงินหวั่นดอกเบี้ยต่ำนาน กระทบการออม พบ 3 ปี แห่โยกเงินฝากลงทุนกองทุนประกันเฉียด 5 ล้านล้านบาท หวังผลตอบแทนสูง เตือน! ลงทุนกองทุนต่างประเทศ 1 ล้านล้าน เสี่ยงสูง หากดอกเบี้ยโลกปรับขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วง กรณีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ต่อไป ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำนานติดต่อกันถึง 12 ไตรมาส หรือ 3 ปี ทำให้เห็นเงินฝากครัวเรือนไหลเข้ากองทุนรวม และประกันเพิ่มจาก 46% เป็น 61.5% โดยเงินออมภาคครัวเรือนที่มีอยู่ 7.4 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนในกองทุนกว่า 4.8 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มากกว่า 50% เป็นการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง




โยกเงินฝากหนีดอกเบี้ยต่ำ
นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบัน ธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณครัวเรือนโยกเงินฝากไปสู่การลงทุนชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทน (Yield) ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนรวม และผลิตภัณฑ์ประกันโดยสัญญาณการโยกเงินลงทุนเริ่มในช่วงที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำที่ 1.5% ตั้งแต่ปี 2558 เป็นเวลา 12 ไตรมาส หรือ คงอัตราดอกเบี้ย 24 ครั้ง

หากดูจากตัวเลขย้อนหลัง 3 ปีก่อน ที่ ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.5% นับตั้งแต่ปี 2555-2557 จะเห็นสัดส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ราว 50% ต่อเงินฝากครัวเรือน และปัจจุบัน เพิ่มเป็น 65% ต่อเงินฝากครัวเรือน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 10% อย่างไรก็ดี หากดูตัวเลขเฉลี่ย 3 ปี จะเห็นว่า สัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมเพิ่มจาก 46% เป็น 61.5% ถือว่าเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยปัจจุบัน การออมรายย่อยทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 7.4 ล้านล้านบาท จะอยู่ในกองทุนรวมประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นสัดส่วนราว 65% ขณะที่ สัดส่วนการลงทุนในประกันเพิ่มขึ้นจากระดับ 20% มาอยู่ที่ 33% ต่อเงินฝากรายย่อย สะท้อนว่า คนโยกเงินไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น




ขณะเดียวกัน หากดูสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวม ที่มีกว่า 4.8 ล้านล้านบาท ประมาณ 50% หรือ 2.4 ล้านล้านบาท จะลงทุนในตลาดเงินอีก 30% หรือ 1.44 ล้านล้านบาท ลงทุนในกองทุนหุ้น และที่เหลืออีก 20% หรือ 0.96 ล้านล้านบาท จะลงทุนในกองทุนผสม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ หากดูสัดส่วนดังกล่าวจะเห็นว่า ประมาณ 50% หรือ 2.4 ล้านล้านบาท จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานาน ส่งผลให้คนหันไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า




กองทุน ตปท. เสี่ยงสูง
ทั้งนี้ จะเห็นว่า ในสัดส่วนเงินที่ลงทุนในกองทุนรวมที่มีประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท จะเป็นการลงทุนในกองทุนต่างประเทศราว 20% คิดเป็น 1 ใน 5 หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างเยอะ อาจจะเป็นความเสี่ยงได้หากอัตราดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มปรับขึ้น อาจทำให้แนวโน้มการถือสินทรัพย์เสี่ยงผลตอบแทนอาจจะติดลบได้ เช่น กองทุน FIF ขายกองทุนพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ มากมาย ที่อาจจะไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยระดับใด และหากดอกเบี้ยอยู่ในช่วงปรับขึ้น จะเห็นราคาสินทรัพย์เสี่ยงลดลง ถือเป็นความเสี่ยงต่อครัวเรือนไทยที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจได้

"หากอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปเรื่อย ๆ อาจจะเห็นสัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนและประกันเพิ่มขึ้น ซึ่งหากประชาชนรายย่อยไม่มีความรู้ ความเข้าใจ เรื่องของความเสี่ยง หรือ ประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาด อาจจะเกิดเป็น Market Collection อาจกระทบสวัสดิการออม ดังนั้น ธปท. อาจจะต้องเริ่มกลับมาปรับอัตราดอกเบี้ยให้สมดุลมากขึ้น แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง อาจไม่พอ แต่อย่างน้อยเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ และค่อยขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อนเป็นค่อยไป เพื่อลดความเสี่ยงทางเลือกการลงทุนที่ถูกบิดเบือนจากผลตอบแทน"

 

ลลิตภัทร ธรณวิกรัย
ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายลูกค้า Private Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
©bangkokbiznews.com



เศรษฐีแห่ลงทุนตลาดเงิน
น.ส.ลลิตภัทร ธรณวิกรัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายลูกค้า Private Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ 1% ลูกค้ามั่งคั่ง (Wealth Management) ผันเงินไปลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งการบริหารความมั่งคั่งผ่านการจัดพอร์ตลงทุน ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง โดยจะเห็นการโยกย้ายเงินฝากไปสู่ตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นพอสมควร อย่างไรก็ดี แนวโน้มในปีนี้เห็นเงินฝากไหลเข้าตลาดเงินเพิ่มมากขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะของตลาดภาพรวมด้วย

"ตลาดลูกค้ามั่งคั่งขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในแง่ฐานลูกค้าและจำนวนสินทรัพย์ แต่จากความผันผวนที่มีเยอะตั้งแต่ต้นปี จะเห็นเงินถูกผันไปในหลายรูปแบบ ซึ่งการลงทุนเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อแสวงหาผลตอบแทนในช่วงดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ย 1% หากเอาเงินทิ้งไว้โดนเงินเฟ้อกินหมด จึงเห็นตลาดการลงทุนได้รับความนิยมและมีเงินไหลจากเงินฝากมาลงทุนในตลาดต่าง ๆ มากขึ้น"

 

เยาวลักษณ์ จรรยาภรณ์พงษ์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไป บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา



หวังผลตอบแทนดีกว่า
น.ส.เยาวลักษณ์ จรรยาภรณ์พงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไป บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ตอนนี้เห็นสัดส่วนเงินไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก เนื่องจากสภาพอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาเป็นเวลานาน ประกอบกับคนต้องการผลตอบแทนมากขึ้น และเริ่มแสวงหาการลงทุนในผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งจะเห็นว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ปัจจุบันจะไม่นิยมฝากเงิน แต่จะเริ่มซื้อกองทุนเลย ขณะเดียวกัน กองทุนมีความหลากหลาย สามารถเลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทำให้สัดส่วนเงินฝากถูกโยกมาลงทุนมากขึ้น


แนะศึกษาก่อนตัดสินใจ
ขณะที่ นายเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงค์) มีการเติบโตค่อนข้างมาก เนื่องจากในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้ผู้บริโภคพยายามมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ซึ่งหนึ่งในทางเลือกจะเป็นผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์ที่จะเห็นว่า มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง และเติบโตได้ค่อนข้างดีในช่วงดอกเบี้ยต่ำ เช่นเดียวกับยูนิตลิงค์ของเอไอเอที่มีอัตราการเติบโตสูง




อย่างไรก็ตาม ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือ ยูนิตลิงก์ ต้องยอมรับว่า ไม่เหมาะกับทุกคน เพราะมีเรื่องของความเสี่ยงจากการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงจะต้องมีความรู้เพื่อพิจารณากองทุนที่จะลงทุนให้ดีและมีความระมัดระวังการลงทุน เนื่องจากผลตอบแทนอาจจะออกมาติดลบได้ หากไม่มีความรู้ ความเข้าใจในตลาดการลงทุน หรือ กองทุนที่จะลงทุน ดีมากพอ


……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,376 วันที่ 21-23 มิ.ย. 2561 หน้า 01-02

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
บลจ.กสิกรไทยปันผล 4 กองทุนนอก มูลค่า 545 ล้าน
KTAM ปลื้ม 6 กองทุนตปท.ผลตอบแทนติด 1 ใน 5 อุตสาหกรรม




ฐานเศรษฐกิจ กองทุน ดอกเบี้ยต่ำ กองทุนนอก Thansettakij