เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ | 'ทรัมป์-คิม ซัมมิท' กับผลการประชุม ที่จะเปลี่ยนเอเชียตะวันออกไปตลอดกาล

20 June 2018








จบลงไปแล้วอย่างชื่นมื่นด้วยกันทุกฝ่ายสำหรับการประชุม Singapore Summit ที่ทั้ง Kim Jong-un ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ก็ได้รับสิ่งที่ตนเองต้องการ นั่นคือ การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสหรัฐฯ ซึ่งจะนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อันจะส่งผลให้เกิดการลดแรงกดดันภายในที่อาจจะเกิดขึ้น จากการที่ประชาชนเกาหลีเหนืออดอยากปากแห้ง จนออกมาโค่นล้มรัฐบาลระบอบคิม และยังสามารถลดแรงกดดันจากภายนอกเป็นของแถมได้ด้วย เพราะ Trump ได้ลงนามในบันทึกการประชุมเพื่อรับรองคำพูดที่ว่า "President Trump committed to provide security guarantees to the DPRK" ซึ่งเป็นการรับประกันว่า ระบอบคิมจะไม่พบจุดจบแบบซัดดัมและกัดดาฟี

ในขณะที่ Donald Trump เอง ก็สามารถประกาศชัยชนะได้ว่า เขาคือ สุดยอดแห่งการดีล เขาคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรก ที่สามารถจัดการให้ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ยอมประกาศว่า "Chairman Kim Jong-un reaffirmed his firm and unwavering commitment to complete denuclearization of the Korean Peninsula." นั่นคือ การยุติการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์


 

©Chris Kleponis - Pool/Getty Images



ถ้าพิจารณาเฉพาะผลการเจรจา เราอาจจะพูดได้ว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างก็เป็นผู้ชนะ แต่ถ้าติดตามการถ่ายทอดสดอย่างใกล้ชิด ในระหว่างผู้ชนะทั้ง 2 ผู้นำคิมมีความชนะในระดับที่สูงกว่าครับ เพราะตลอดการแถลงข่าวการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ Trump อยู่ในท่าทางที่ลุกลน ตื่นเต้น ละล่ำละลักกับชัยชนะ คำแถลงของ Trump เกิดขึ้นในลักษณะที่ลุกลี้ลุกลน ไม่มี Vocabulary มากมายนัก สิ่งที่ Trump พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำนอง Very Worthy , Very Talented man , Very Smart Negotiator , Very Proud , Very Special Bond , Very Important , Very Honored , Very Quick , Very Very Quickly , Very Happy. Great , Terrific , Excellent

ในขณะที่ ท่านผู้นำสูงสุด 'คิม' แม้จะอ้วนและเตี้ย และเด็ก ๆ แต่ดูรวม ๆ แล้ว มีเสน่ห์กว่ามาก เขายืนด้วยตัวตรง พูดเสียงห้าวต่ำ ด้วยคำพูดที่เหมาะสมมากกว่าสำหรับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ว่า Today we had a very historic meeting. We decided to leave the past behind and sign a historic document. The world will see a major change. I would like to express my gratitude to President Trump to make this meeting happen. คือ เทียบฟอร์มกันแล้ว งานนี้ถือว่า Kim ชนะครับ




ส่วนคนที่ไม่ต้องเข้าร่วมประชุมวันนี้ แต่ทำงานหนักมาโดยตลอด คือ ประธานาธิบดี Moon Jae-in และชาวเกาหลีใต้ พวกเขาก็ชนะครับ เกาหลีใต้วางแผนและเตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าสร้างระเบียงเศรษฐกิจอีก 2 ระเบียงใหญ่ ตามที่วางแผนไว้ในปฏิญญาปันมุนจอม ทั้งการเชื่อมโยงถนน รางรถไฟ ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยพวกเขาเรียกระเบียงเศรษฐกิจนี้ว่า Pan Yellow Sea Economic Belt , Pan East Sea Economic Belt และการเชื่อมโยงระบบรางอีก 3 เส้นทาง ที่จะเชื่อมจีน เกาหลี และรัสเซียเข้าด้วยกัน




ในอนาคต หากเกิดการรวมชาติ ต้องอย่าลืมว่า ขนาดประชากรอีกกว่า 25 ล้านของเกาหลีเหนือ เมื่อรวมกับอีก 51 ล้านคนของเกาหลีใต้ ปัญหาต่าง ๆ ของเกาหลีใต้ อาทิ ค่าแรงสูง อัตราการเกิดต่ำ สังคมสูงวัย และขาดแคลนแรงงาน ก็จะหายไป

ทรัพยากรธรรมชาติปริมาณมหาศาลในเกาหลีเหนือ คือ สิ่งที่ทุกคนหมายมั่น โดยเฉพาะในยุค Industry 4.0 ที่เกาหลีเหนือ คือ ประเทศที่เป็นเจ้าของแหล่งแร่ Rare Earth ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (จากการสำรวจในปี 2013 , ข้อมูลโดย Bloomberg) Rare Earth คือ สินแร่ที่ประกอบด้วยแร่ธาตุมีค่าต่าง ๆ ที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอัลลอยประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในงานวิศวกรรมอากาศยานและอวกาศ ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เป็นแร่ที่ใช้ในการสร้างแสงเลเซอร์ ใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อน และใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแสงอาทิตย์ เท่านั้นยังไม่พอ เกาหลีเหนือยังมีแหล่งทองคำ สังกะสี เหล็ก ทองแดง เงิน แมกนีไทต์ และแหล่งน้ำมันดิบทั้งในทะเลตะวันออกและทะเลตะวันตก




ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อเกาหลีใต้มีเทคโนโลยีและต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ผมเอ่ยถึงข้างบนจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเข้าถึงเกาหลีเหนือได้ในอดีต นั่นทำให้เกาหลีใต้ผูกมิตรและมีความสัมพันธ์อย่างดียิ่งกับเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก ซึ่งมีทรัพยากรเหล่านี้และยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน นั่นคือ มองโกเลีย

ดังนั้น หากในอนาคตเกาหลีเหนือมีสัมพันธ์ที่ดีกับเกาหลีใต้และในขณะเดียวกัน ก็สนิทชิดเชื้อกับมองโกเลีย นั่นหมายถึง จีน ที่กำลังโดนปิดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรียกว่า แมนจูเรีย หรือ จีนทางตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ขนาบด้วยมองโกเลียและเกาหลี และหากไปดูประวัติศาสตร์ พื้นที่หัวใจสำคัญของจีนในอดีต เรียกว่า แมนจูเรีย และพื้นที่ขนาดใหญ่อีกแห่งที่มีทรัพยากร คือ ไซบีเรีย ก็มีเพียงแค่เกาหลีเท่านั้นที่เป็นผู้นำในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวในอดีต ดังนั้น มองโกเลียก็เท่ากับส้มหล่นไปด้วยครับ ได้เพื่อนดี คือ เกาหลีลากไปด้วย



ในขณะที่ คนที่เสมอตัว คือ จีน ครับ เพราะการพบปะกันระหว่าง Kim-Moon และ Kim-Trump อาจจะนำมาซึ่ง Scenario ที่จีนหวาดกลัวมากที่สุด
 นั่นคือ จะเป็นอย่างไร หากคาบสมุทรเกาหลีสามารถรวมชาติได้ เกาหลีเดียวที่มีขนาดของพื้นที่ขนาดใหญ่ มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และที่สำคัญ คือ มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นของตนเอง ซ้ำร้าย อาจจะแย่ยิ่งกว่านั้น เพราะเท่าที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเองก็ไม่เคยเรียกร้องเลย ในเรื่องของการให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากคาบสมุทรด้วย

ฝันร้ายที่สุดของจีน คือ การที่เกาหลีเดียวเข้มแข็ง มีอาวุธนิวเคลียร์ มีกองกำลังของสหรัฐฯ (ซึ่งก็อยากจะคงกองกำลังในพื้นที่นี้อยู่แล้ว เพื่อปิดล้อมจำกัดอิทธิพลของจีน ที่สหรัฐฯ ถือเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุด) มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเผลอ ๆ อาจจะมีการย้ายอาวุธและกองกำลังเหล่านั้นไปประชิดติดกับพรมแดนจีนมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเจรจาครั้งนี้ ยังคงไม่ไปไกลจนถึงสุดยอดฝันร้ายของจีนครับ จะมีก็เพียงแค่เรื่องการคงอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ ในคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น แต่เรื่องการรวมชาติและการมีอาวุธนิวเคลียร์จ่อคอหอยยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องรอดูต่อไป คือ จะมีการพบปะกันในครั้งที่ 3 ระหว่างคิมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่




แต่ผู้แพ้ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ คือ ญี่ปุ่น ครับ สิ่งที่ญี่ปุ่นมองเป็นภัยคุกคามมากที่สุด คือ ภัยความมั่นคง เพราะในขณะที่ทั้งโลกกำลังสนใจเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ (Denuclearization) โดยอาจจะแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาประเทศทั่วโลก แต่ไม่เคยมีใครกล่าวถึงการลดหรือทำลายขีปนาวุธพิสัยใกล้ (Short-range Missile) ของเกาหลีเหนือ ที่เรียกว่า Rodong เลยแม้แต่ฝ่ายเดียว และเกาหลีเหนือเองก็มีจรวด Rodong อยู่มากกว่า 100 ลูก ที่มีรัศมีการทำลายครอบคลุมทั้งหมู่เกาะญี่ปุ่น

และเมื่อเกาหลีเหนือไม่ได้มีศัตรูเป็นเกาหลีใต้ และเกาหลีใต้ไม่ได้มีศัตรูเป็นเกาหลีเหนือ คู่แค้นฝังใจอย่าง อาจจะถูกดึงขึ้นมา เพื่อใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการ Re-Construct ประวัติศาสตร์ โดยการหาศัตรูร่วมกัน เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้ในช่วงสงครามเย็น ดังนั้น สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการมากที่สุด คือ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในขั้นรุนแรง (Maximum Pressure) ต่อไป จนกว่าจะแน่ใจได้ว่า ภัยคุกคามเหล่านี้หมดไป ยังไม่รวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจของเกาหลีเเดียว ที่จะต่อรองกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้อย่างไม่เป็นที่สงสัย

 

©Getty Images



คงเป็นเวลาหลายคืนแล้ว ที่ท่านผู้นำคิมนอนหลับอย่างสบาย เพราะรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่ คุณ Trump ก็คงหลับไม่เต็มตื่นนัก เพราะแม้เขาจะประสบความสำเร็จในการเจรจากับคิม แต่นั่นหมายถึงเครื่องหมายคำถามมากมายเรื่องบทบาทของสหรัฐฯ ต่อผู้นำเผด็จการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผู้นำสหรัฐฯ ให้การรับรอง ไหนจะเรื่องสงครามการค้าอีก ในขณะที่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ก็คงนอนหลับเป็นปกติ หากแต่คนที่น่าจะนอนหลับฝันหวานมากที่สุด น่าจะเป็น คุณมุน แจอิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

ส่วนคนที่อาจจะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเจอทั้งมรสุมการเมืองภายในและความบีบคั้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในเอเชียตะวันออก น่าจะเป็น ชินโซะ อาเบะ ครับ


 

ชินโซะ อาเบะ



……………….
คอลัมน์ : เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม กรรมการบริหารหลักสูตร เกาหลีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,376 วันที่ 21-23 มิ.ย. 2561 หน้า 07

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
ซัมมิทประวัติศาสตร์! 'คิม-ทรัมป์' ถกสันติภาพคาบสมุทรเกาหลี
เปิดสาระหลัก “แถลงการณ์ร่วม” “สหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ” ครั้งประวัติศาสตร์




ฐานเศรษฐกิจ โดนัลด์ ทรัมป์ คิม จองอึน Thansettakij เอเชียตะวันออก เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ ทรัมป์-คิมซัมมิท