จีนลั่น! พร้อมโต้กลับ ถ้าสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มอีกระลอก

19 June 2018






เว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์จีน ออกแถลงการณ์เช้าวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ว่า จีนพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยจะใช้มาตรการทุกรูปแบบตอบโต้ หากสหรัฐฯ มีรายชื่อสินค้าจีนที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาอีก "การขู่จะเก็บภาษีเพิ่มครั้งใหม่นี้ ถือเป็นการละเมิดการเจรจาและข้อมติที่ทั้ง 2 ประเทศ เคยตกลงกันไว้ สงครามการค้าที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายแก่บริษัทและประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ" แถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุ

ฝ่ายจีน ยังระบุด้วยว่า การสร้างแรงกดดันขั้นรุนแรงและแบล็คเมล ซึ่งไม่ต่างไปจากการขู่กรรโชกทรัพย์ อย่างที่สหรัฐฯ กำลังทำอยู่ในเวลานี้ ถือเป็นการเบี่ยงเบนไปจากข้อมติที่จีนและสหรัฐฯ เคยเจรจากันไว้ในหลายวาระโอกาสก่อนหน้า และนำมาซึ่งความผิดหวังแก่ประชาคมโลก

 

(ซ้าย) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
(ขวา) สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน



"สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายเริ่มต้นสงครามการค้า ที่ละเมิดกลไกและกฎเกณฑ์ของตลาด ไม่เป็นไปตามกระแสการพัฒนาของโลกในปัจจุบัน" แถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์จีน ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลจีนจะตอบโต้ด้วยการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ประชาชน และระบบการค้าเสรี ทั้งนี้ ไม่ว่าบริบทแวดล้อมของโลก ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนจะมุ่งมั่นเปิดประเทศและปฏิรูปต่อไป

ท่าทีล่าสุดของจีนครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่มีข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังจะเก็บภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีกระลอก หลังจากที่มีประกาศไปแล้วรอบหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย.) โดยรอบหลังนี้ เป็นการมอบหมายให้ยูเอสทีอาร์ไปจัดทำบัญชีรายชื่อสินค้าจีนมาเพื่อเก็บภาษีเพิ่ม 10% คิดเป็นมูลค่ารวม 200,000 ล้านดอลลาร์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า การเก็บภาษีรอบหลังนี้จะมีขึ้น หากจีนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการค้า และหากยังยืนยันจะเก็บภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ ตามที่จีนได้ประกาศไว้




เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ มอบหมายให้ยูเอสทีอาร์เก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 25% ครอบคลุมสินค้าจีน มูลค่าส่งออกรวม 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยล็อตแรกมูลค่ารวม 34,000 ล้านดอลลาร์ จะเริ่มถูกเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2561 เป็นต้นไป

(Source : www.cnbc.com/2018/06/18/trade-war-watch-china-pledges-it-will-fight-back-firmly-if-trump-publishes-list-of-new-tariffs.html)

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวถึงสถานการณ์การตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ และจีน ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 61 โดยสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีเข้าสินค้าจีน จำนวน 1,102 รายการ มุ่งสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบาย Made in China 2025 และจีนตอบโต้มาตรการดังกล่าวในทันที ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ จำนวน 649 รายการ พุ่งเป้าสินค้าสำคัญที่มีนัยยะทางการเมือง กลุ่มการเกษตร ยานยนต์ และสินค้าประมง โดยมาตรการของทั้ง 2 ประเทศ มีมูลค่าการค้าใกล้เคียงกันประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ




ทั้งนี้ การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และจีนครั้งนี้ แบ่งเป็นสินค้า 2 กลุ่ม คือ สินค้ากลุ่มที่ 1 ฝั่งสหรัฐฯ 818 รายการ และฝั่งจีน 545 รายการ มีอัตราการเก็บภาษีเพิ่มร้อยละ 25 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลบังคับใช้พร้อมกันวันที่ 6 ก.ค. 61 และสินค้ากลุ่มที่ 2 ฝั่งสหรัฐฯ 284 รายการ และฝั่งจีน 114 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ในกระบวนการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ก่อนที่ USTR จะประกาศรายการสินค้าและมาตรการที่จะใช้ต่อไป (ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน)

ทั้งนี้ มาตรการโต้ตอบระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ 2 อันดับแรกของโลกนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และบั่นทอนบรรยากาศการค้าการลงทุนโลก ในระยะสั้น ตลาดเงินและตลาดทุนมีแนวโน้มผันผวนจากความกังวลต่อสถานการณ์และความไม่แน่นอน ด้านนโยบายของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าการลงทุนด้วย โดยอาจมีการชะงักงันในการสั่งซื้อสินค้า และผู้ส่งออกในจีนและสหรัฐฯ อาจเริ่มมองหาตลาดอื่นทดแทน อย่างไรก็ตาม สนค. ยังไม่พบการส่งออกสินค้าที่เข้าข่ายถูกขึ้นภาษีระหว่างกันทะลักเข้ามาไทยสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งหากมีสัญญาณผิดปกติ กระทรวงพาณิชย์ก็มีมาตรการต่าง ๆ ที่ดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว




"อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์อาจยังคงตึงเครียดระยะ 2–3 เดือนข้างหน้า แต่ในที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจมีท่าทีผ่อนคลายข้อกีดกันทางการค้าลง หากประชาชน เกษตรกร หรือ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากสินค้าขึ้นราคา/ต้นทุนสูงขึ้น เพราะจีนได้คัดเลือกกลุ่มสินค้าเป้าหมายที่เป็นฐานเสียงโดยตรงของประธานาธิบดีทรัมป์ จึงอาจถูกกดดันให้ทบทวนมาตรการขึ้นภาษีก็เป็นได้"

สำหรับผลกระทบในระยะยาว สนค. ประเมินว่าสงครามทางการค้าในครั้งนี้อาจทำให้เกิดการปรับรูปแบบและโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ (Trade Realignment) โดยกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบมีแรงจูงใจแสวงหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพการค้าในระยะยาว




ส่วนผลกระทบต่อการค้าไทยนั้น จากการคำนวณตัวเลข scenario ทั้งเชิงรุก/เชิงรับของการส่งออกไทย พบว่า โดยรวมแล้วไทยยังจะได้ประโยชน์จากการที่อาจส่งสินค้าไปขายทดแทนได้บางประเภท แต่มูลค่าไม่มากนัก ประมาณ 1000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 0.42% ของมูลค่าการส่งออกปี 2560 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ที่สร้างพันธมิตรทางการค้าการลงทุนกับประเทศอื่น ๆ ให้มากและเร็วขึ้น โดยเฉพาะต้องเร่งเปิดตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงการส่งออก เปิดการเจรจาทางการค้าและกระชับมิตรกับประเทศใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งการเยือนยุโรปของคณะนายกรัฐมนตรีก็ถือส่วนหนึ่งของการดำเนินการยุทธศาสตร์ใหม่ดังกล่าว

ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงและมีความเป็นไปได้ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปต่อเนื่อง สนค. มองว่า นับเป็นโอกาสดีต่อผู้ส่งออกในการเร่งผลักดันส่งออกสินค้าและรายได้การส่งออกในรูปเงินบาทสูงขึ้น




อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าอย่างใกล้ชิด โดย สนค. จะติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝั่งสหรัฐฯ และจีน แม้ว่าในภาพรวม ขณะนี้ ไทยจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากเรื่องตลาดทุนตลาดเงินที่มีความผันผวนสูง แต่เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับสงครามการค้า สนค. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาหารือกันโดยเร็วต่อไป


……………….
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
'ประยุทธ์' สั่งเปิดประตู! ดึง 'จีน' ลงทุน EEC มอบ 'สมคิด' ศึกษาตั้ง 'องค์การมหาชน' ร่วมมือด้านวิจัยกับแดนมังกร
เปิดช่องเล่นหุ้นจีน AVA เล็งร่วมทุนฮ่องกงรุกโรบอต-เทรดดิ้งแพลตฟอร์ม




ภาษี จีน สหรัฐอเมริกา ฐานเศรษฐกิจ Thansettakij