ทางออกนอกตำรา : เรื่อง(ไม่)หมู! ‘มะริกัน’ อันตราย บีบไข่ ‘ลุงตู่’ เร่งนำเข้าแลก ‘จีเอสพี’

1 June 2018






 

กระจองงอง กระจองงอง เจ้าข้าเอ้ยยยยยย.....

ท่านผู้มีอุปการคุณโปรดทราบ...ผมไม่รู้จะใช้คำไหน ที่จะป่าวประกาศให้คนไทยทั้งชาติได้รับทราบถึงฤทธิ์เดชของมหามิตรอย่างอเมริกันอันตราย

กี่ครั้งกี่หนก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่บีบไทยจนหน้าเขียว หน้าเหลือง ในเรื่องประชาธิปไตย ที่กินไม่ได้ แต่เท่ และโดนใจนักเลือกตั้งที่อาสาพาตัวเข้ามา บริหารจัดการกำหนดกติกาของประเทศ

ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้อ่อนหัดทางการเมือง แต่มากด้วยความชื่นชมในวิถีการเลือกตั้ง เธอต้องอนุมัติให้ใช้สนามบินอู่ตะเภาของไทย เป็นฐานทัพทางอากาศ โดยอ้างว่าใช้เป็นฐานช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติและมนุษยธรรม และองค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐอเมริกา (นาซ่า) จะใช้เป็นฐานศึกษาวิจัยสำรวจสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางเสียงเล็ดลอดจากทำเนียบรัฐบาลว่า แลกกับการให้อดีตนายกฯผู้พี่ ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพาสปอร์ตเข้าอเมริกา และรับรองเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง
ดีนะที่บรรดานายทหาร แม่ทัพ นายกองของไทยในตอนนั้น รวมพลังกันเข้าพบและแสดงจุดยืนเพื่อมิให้
ไทยตกเป็น “เบี้ยหงาย” ในการเมืองระหว่างประเทศ โครงการนี้จึงค่อยถูกพับไป

ผมจำได้ตอนนั้นประธานเสนาธิการร่วมของสหรัฐอเมริกา หรือ ผบ.ทหารสูงสุด มาเข้าพบ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เพื่อขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา หลังจากนั้นวันเดียวกันเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยก็ขอพบด้วย เรื่องจึงซาไป แต่ใครที่คิดว่าจบไป มันยังไม่จบ...

พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต



ล่าสุดผมทราบจากฝ่ายความมั่นคงว่า สหรัฐฯขอมายังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกคราว่า เพื่อใช้สนามบินอู่ตะเภาและภูเก็ต เป็นฐานสำรวจการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวโรฮิงญาอีกครั้ง รัฐบาลได้แก้ลำตอบกลับไปว่า รัฐบาลไทยจะตั้งศูนย์อำนวยการลาดตระเวนและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียเอง เพื่อให้กองทัพไทยสามารถควบคุมได้

ส่วนอู่ตะเภานั้น รัฐบาลไทยแจ้งไปว่า จะใช้เป็นสนามบินพาณิชย์แห่งใหม่ ไม่ใช่เป็นสนามบินทางทหารอีกต่อไป... แต่เชื่อเหอะว่า ยังมาอีกหลายระลอก...นี่ดอกหนึ่ง ที่คนไทยพึงสนใจในเกมสหรัฐฯ ดอกต่อมาที่ต้องป้องปากตะโกนก้องให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้กัน เพื่อจะได้หาทางป้องกันและรับมือ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา



นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ 44 คน รวมพลังกันทั้งในพรรครีพับลิกันและเดโมเครต หัวโจกนำทีมโดย เดวิด ยัง จากรัฐไอโอวา รอน คายด์ จากวิสคอนซิน ได้ส่งหนังสือถึง วีรชัย พลาศรัยเอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอเมริกา เพื่อเรียกร้องให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ รวมทั้งเนื้อหมูสหรัฐฯ ด้วย แลกกับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ (GSP) ที่เป็นสิทธิพิเศษด้านภาษี แก่สินค้าไทยกว่า 1,000 รายการ

จดหมายถึงทูต วีรชัย ระบุชัดเจนว่า “หากไม่มีความคืบหน้าเรื่องนี้ สหรัฐฯ จะพิจารณาว่า จะระงับสิทธิประโยชน์ GSP ที่ให้กับไทยบางส่วนหรือไม่” นอกจากนี้จะมีการนำมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาใช้กับสินค้ากุ้งเพิ่มเติมอีกหลายข้อ เรียกว่า ขู่กันซึ่งหน้า....อยู่ที่ไทยละครับว่าจะรับมืออย่างไร

วีรชัย พลาศรัย



นี่คือระลอกที่ 2 ที่ยกเรื่องจีเอสพีมาถกเรื่องหมูๆ เพราะเร็วๆ นี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ได้ออกประกาศว่า ยูเอสทีอาร์ ได้รับคำร้องจากสภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่ขอให้พิจารณาทบทวนการตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย เนื่องจากไทยไม่เข้าข่ายคุณสมบัติประเทศผู้ได้รับสิทธิด้านการเปิดตลาดสินค้าให้แก่สหรัฐฯอย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล

แต่คราวนี้ เป็นการออกโรงของ ส.ส.อเมริกัน 44 คนเชียวครับ อะไรที่ทำให้นักการเมืองสหรัฐฯ ยกเอาการนำเข้าหมู มาขู่ไทยในเรื่องจีเอสพี ผมว่าคงไม่ใช่ปริมาณการนำเข้าอย่างเดียวละมั้งครับ

เรี่องนี้กระทบกับคนไทยทั้งผองเชียวครับ ไม่จำกัดวงแคบแค่คนเลี้ยงหมู นครปฐม ราชบุรี หรือที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั้งเกษตรกรฟาร์มเล็ก ฟาร์มใหญ่กว่า 1.95 แสนราย ที่เลี้ยงหมูมาขายและส่งออกได้ 20 ล้านตัวต่อปี เท่านั้น แต่ยังกระเทือนถึงธุรกิจอาหารสัตว์ และพืชผลทางการเกษตรของไทยที่เป็นห่วงโซ่อาหารด้วย
วันนี้สหรัฐฯ ประกาศนโยบายชัดว่า อเมริกันเฟิสต์ เขาปกป้องเกษตรกรในประเทศเขาอย่างเต็มที่ จึงยกเอาสิทธิประโยชน์ GSP มาขู่ไทย เพื่อแลกกับการให้ไทยยอมนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ แต่ทางสหรัฐฯ กลับไม่ยอมให้เนื้อหมูและเนื้อไก่ของไทยเข้าไปทำตลาดในประเทศเขาได้

ถามว่า นี่คือการกีดกันการค้าอีกรูปแบบใช่หรือไม่ สินค้าเราเข้าไปขายบ้านเขาไม่ได้ แล้วทำไมเราจะต้องยอมให้สินค้าของเขามาทำร้ายเกษตรกรไทยด้วย ผมไม่ได้พูดถึงสารเร่งเนื้อแดง ที่เรายกมาอ้างนะครับ

วิลเบอร์ รอสส์



นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เดือนกันยายน 2560 วิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์สหรัฐฯ ได้เข้าพบ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือประเด็นการเปิดตลาดเนื้อสุกร แลกกับปรับอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยให้ดีขึ้น และการปลดธงแดงด้านการบินให้

เดือนถัดมา กลิน เดวี่ส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เดินทางมาพบกับรองฯสมคิด อีกครั้งตอนนั้น รองฯสมคิดเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้ขอให้ไทยเร่งพิจารณาเรื่องนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ แต่ได้ยืนยันไปว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า เนื้อหมูของสหรัฐฯ มีสารเร่งเนื้อแดง ทำให้มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย จนทำให้นายกฯสั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อศึกษาเรื่องการนำเข้าเนื้อหมูนี้ให้ได้ข้อสรุป

กลิน เดวี่ส์



เรื่องนำเข้าหมูเป็น 1 ในเงื่อนไขบางประการที่ผูกมากับเรื่องอื่นหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ได้ยินมาว่า อเมริกันบีบแรงถึงขนาดไทยต้องเสนอไปว่า จะเปิดตลาดเนื้อหมูให้กับสหรัฐฯ แต่จะกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องติดฉลาก แจ้งให้ผู้บริโภคทราบว่ามีสารเร่งเนื้อแดงที่เป็นสารอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และเด็ก
เรื่องหมูกำลังไม่หมูสำหรับรัฐบาลลุงตู่แล้วละครับ มันมีอะไรในกอไผ่มากๆกว่านี้แน่ เพราะกลิ่นตุๆเหลือเกิน...

...........................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา |โดย..บากบั่น บุญเลิศ | หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ |ฉบับ 3371 ระหว่างวันที่ 3-6 มิ.ย.2561



จีเอสพี Thansettakij ลุงตู่