“แสนสิริ-โตคิว”เปิดตัว2โครงการใหม่มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท

29 May 2018






แสนสิริ-โตคิว ตอกย้ำความสำเร็จร่วมมือพัฒนาโครงการ ผนึกกำลังสร้างปรากฎการณ์ใหม่อีกครั้ง  เตรียมเปิดตัวอีก 2 โครงการใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้บริษัทร่วมทุนในปี 61  มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ (Chief Operating Officer) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากความร่วมมือของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้จับมือดำเนินธุรกิจร่วมกันในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการพลิกโฉมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในระดับสากลที่ตอบรับไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติ จากความร่วมมือของสองบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญาที่ตรงกัน  คือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ด้วยจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจของ แสนสิริ ภายใต้กลยุทธ์ “Complete Your Living Experience” และโตคิว กรุ๊ป สโลแกน  “Toward a Beautiful Age” ที่ไม่เพียงพัฒนาแค่ที่อยู่อาศัย แต่มุ่งมั่นสร้างไลฟ์สไตล์ที่ดีให้กับลูกค้าควบคู่กัน โดยการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าอย่างละเอียดในทุกๆด้าน ตั้งแต่การคิดผ่านมุมมองของลูกค้า ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลายและรวบรวมข้อมูล ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการในการอยู่อาศัยอย่างไร ทำให้ความร่วมมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย Big Project โครงการแรก ในชื่อ “taka HAUS” (ทากะ เฮาส์) มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาทประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ รวมถึงญี่ปุ่นตั้งแต่เปิดพรีเซลล์โครงการ ส่งผลให้มียอดขายแล้วถึง 95% จ่อคิวปิดการขายโครงการเร็วๆ นี้

“สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้ผนึกกำลังสร้างปรากฎการณ์ใหม่อีกครั้ง ด้วยแผนการเปิดตัว 2 โครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แนวคิดเติมเต็มการอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ Complete your Living Experience และ เน้นการสร้าง Beautiful Community จากเทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของญี่ปุ่น ผสานความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการและเข้าใจลึกซึ้งถึงความต้องการของลูกค้าอย่างละเอียดของแสนสิริ (Customer Insight) เป็นหัวใจหลักในการพัฒนาโครงการใหม่ ทั้งนี้ แสนสิริและโตคิว ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท สิริ ทีเค ทรู (Siri TK Two Company Limited) และ บริษัท สิริ ทีเค ทรี (Siri TK Three Company Limited)  ในสัดส่วน กลุ่มแสนสิริถือหุ้น 70% และกลุ่มโตคิว คอร์ปอเรชัน ถือหุ้นสัดส่วน 30% เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม 2 โครงการใหม่ ในทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ทำเลเอกมัย – สุขุมวิท 50 มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท โดยแสนสิริและโตคิวได้เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย” นายอุทัย กล่าว

แสนสิริและโตคิวเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือร่วมกันอีก 2 โครงการ โดยโครงการแรกจะเป็นคอนโดมิเนียมแบบ Hi Rise ความสูง 38 ชั้น ตั้งอยู่บนทำเลเอกมัย ซึ่งเป็นทำเลที่เต็มไปด้วยแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ และได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมากโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติในแถบตะวันตก เนื่องจากแวดล้อมไปด้วย คอมมูนิตี้ มอลล์ ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาร์เก็ต โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล รวมถึงแหล่งกิจกรรมสันทนาการที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ อาทิ ไดรฟ์กอล์ฟ แช่ออนเซน เป็นต้น นอกจากนี้ยัง เป็นทำเลที่สะดวกต่อการเดินทางทั้งรถไฟฟ้า และรถยนต์ นับเป็นจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อเส้นทางการคมนาคม โดยรูปแบบของการพัฒนาโครงการนี้จะเป็นคอนโดมิเนียมคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนที่จะตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งได้ input จากโตคิว คอร์ปอเรชัน ในด้านรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองของชาวญี่ปุ่น ที่จัดเต็มทั้งในเรื่องไลฟ์สไตล์และเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการออกแบบโครงการ โดยจะเปิดขายโครงการนี้ในเดือนสิงหาคม 2561 นี้

สำหรับคอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือระหว่างแสนสิริและโตคิวโครงการที่ 2 ของปีนี้ ตั้งอยู่บนทำเลสุขุมวิท 50 ใกล้รถไฟฟ้าและจุดขึ้นลงทางด่วน ตลอดจนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ถึง 2 แห่งจึงสะดวกสบายในการใช้ชีวิต  รวมทั้งยังเดินทางไปยังย่านไลฟ์สไตล์ได้อย่างง่ายดายเพียง 4 สถานีรถไฟฟ้าไปยัง The Em District ห้างสรรพสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดของชาวญี่ปุ่นและตะวันตกในประเทศไทยและเพียง 3 สถานีถึงสถานีทองหล่อ ซึ่งนับเป็นศูนย์กลาง Lifestyle Community ของกรุงเทพฯ ทั้งนี้ คอนโดบนสุขุมวิท 50 จะเป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise ความสูง 8  ชั้น ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดมอบความสงบและเป็นส่วนตัวให้กับชีวิตเมือง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่คนที่อาศัยในกรุงเทพฯ กำลังต้องการ ทั้งนี้ สำหรับคอนโดมิเนียมใหม่โครงการนี้ ทางโตคิว คอร์ปอเรชั่นมีส่วนร่วมอย่างมากในการแชร์ know-how ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มอบความเป็นส่วนตัวใจกลางเมืองศูนย์กลางธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมปีนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกับโตคิวฯเพื่อทำ 2 โครงการดังกล่าว ซึ่งหลังจากเปิดตัว 1-2 สัปดาห์ เชื่อว่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 50% เพราะมองว่าทำเลดังกล่าว มีความต้องการสูง ทั้งจากลูกค้าชาวไทย และต่างชาติ

นอกจากนี้ แสนสิริยังมองถึงความร่วมมือระยะยาวในอนาคต ที่ไม่เพียงแค่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังมองถึงความร่วมมือกันในการผนวกพลังระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างประเทศที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กันและกันอย่างยั่งยืน อาทิ การที่โตคิว คอร์ปอเรชั่น มีฐานลูกค้าที่จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในการผลักดันแบรนด์ “แสนสิริ” ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือจากการนำโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ด้านนายโทชิยูคิ โฮชิโนะ - Mr. Toshiyuki Hoshino, Director & Senior Managing Executive Officer Tokyu corporation เปิดเผยว่า หลังจากบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในแผนร่วมกันพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมโครงการแรก ภายใต้ชื่อ “taka HAUS” (ทากะ เฮาส์) มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งประสบความสำเร็จได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก มียอดขายแล้วถึง 95% ใกล้ปิดการขายโครงการ นับเป็นความภาคภูมิใจในความสำเร็จภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ตรงกันในด้านการนำเสนอไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากความเชื่อมั่นในแสนสิริแล้วโตคิวยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยที่ยังมีความเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในช่วงระหว่างการขยายโครงข่ายคมนาคมที่ยังเป็นจุดดึงดูดผู้คนมาสู่จุดศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจนี้ และทำให้เชื่อว่ายังมีความต้องการที่อยู่อาศัยที่อยู่ทั้งตามแนวรถไฟฟ้าและอยู่ในเขตชุมชนต่างๆ อีกมาก โดยเฉพาะทำเลเอกมัยและสุขุมวิท 50 ซึ่งนับเป็นทำเลที่น่าสนใจและเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่ชาวญี่ปุ่นให้ความนิยมเป็นอย่างมาก

“แสนสิริและโตคิวมองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้สำหรับแผนความร่วมมือในอนาคตเพื่อพัฒนาโครงการ ที่อยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ยังมองถึงแผนความร่วมมือกัน ในการขยายศักยภาพทางธุรกิจในกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่น สำหรับเรา นี่คือความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาวที่จะเพิ่มพูนมูลค่าสำหรับทั้งสององค์กรต่อไปอย่างยั่งยืน” นายโฮชิโนะกล่าวสรุป

ทั้งนี้โตคิว คอร์ปอเรชั่นเริ่มต้นทำธุรกิจโดยการก่อสร้างทางรถไฟสาย เมกุโระ-คามาตะ ในปี 2465 จวบจนมาถึงปี 2560 กลุ่มบริษัทโตคิวมีบริษัทในเครือทั้งสิ้น 220 บริษัท และ 8 บริษัทจดทะเบียนภายใต้การดูแลของ โตคิว คอร์ปอเรชั่น ธุรกิจต่างๆเหล่านี้ถูกจัดรวมเข้าเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนส่ง/คมนาคม กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธุรกิจบริการเพื่อการใช้ชีวิตที่สุขสบาย และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต ซึ่งกลุ่มธุรกิจโตคิว สามารถที่จะสรรค์สร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการดำเนินชีวิตที่สวยงามสำหรับทุกกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการรวมฟังก์ชันของธุรกิจต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน

โตคิว คอร์เปอเรชั่นในฐานะธุรกิจหลักของกลุ่ม ได้พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในเมือง ด้วยการนำบริการด้านการคมนาคม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ มาพัฒนาในระยะยาว พร้อมคิดค้นและพัฒนาการให้บริการที่รองรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค


ญี่ปุ่น คอนโดมิเนียม แสนสิริ โตคิว ทากะ เฮาส์