'สมคิด' สั่งลุย! ปั้นสตาร์ตอัพแข่งสิงคโปร์

22 May 2018








สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รองนายกรัฐมนตรี



'สมคิด' ท้าชนสิงคโปร์! ขึ้นฮับสตาร์ตอัพอาเซียน เผย เอสเอ็มอีเป็นห่วงโซ่การผลิตและรากฐานสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ หนุน "เอสเอ็มอี-สตาร์ตอัพ" โตมากขึ้น ตั้งเป้าจีดีพีเอสเอ็มอีปี 64 ได้ 50%

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงาน "SME Transform พร้อมเปลี่ยน ประชารัฐร่วมใจ เชื่อม SME ไทยสู่สากล" จัดโดย กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 3 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.7% ของจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ โดยก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน ซึ่งนับเป็นห่วงโซ่การผลิตและเป็นฐานรากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่แท้จริง โดยรัฐบาลพร้อมผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตมากขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น จากผู้ประกอบการขนาดเล็ก

 

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “SME Transform พร้อมเปลี่ยน ประชารัฐร่วมใจ เชื่อม SME ไทยสู่สากล” เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2561 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี



ทั้งนี้ ต้องการให้ไทยแข่งขันกับประเทศสิงคโปร์ โดยการยกระดับไทยเป็นสตาร์ตอัพเอสเอ็มอีของอาเซียน เพราะขณะนี้ ค่อนข้างมั่นใจในศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ซึ่งในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย แต่การขับเคลื่อนและพัฒนาจะต้องใช้ความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน และมีข้อแม้ว่า ไทยอาจจะต้องก้าวหน้าไปมากกว่าในบางจุด ส่วนอะไรที่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรค ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจดทะเบียน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยขอให้มีความคืบหน้าในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง

"เราต้องการที่จะสร้างเศรษฐกิจบนฐานผู้ประกอบการ ซึ่งถือว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกัน วันนี้ทุกคนรู้ว่า เรากำลังเดินไปทางไหน แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 จะแตกต่างออกไป ต้องการให้ไทยแข่งขันกับสิงคโปร์ อะไรที่กีดขวาง เราต้องแก้ มั่นใจศักยภาพของเราจะทำให้เสร็จได้ ไม่มีอะไรที่เราด้อยกว่าชาติอื่น แต่ที่ผ่านมา กฎหมายเก่าแก่ จึงต้องร่วมกันแก้ไข ทั้งกระทรวงการคลัง, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, สมาคมธนาคารไทย และกรมสรรพากร อะไรที่ติดขัด เราจะจัดการ เราจะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมมือกันผลักดันกลุ่มเอสเอ็มอี"




นายสมคิด กล่าวต่อไปอีกว่า รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับเอสเอ็มอีไทย สู่ Smart Enterprise โดยเปลี่ยนจากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายดันจีดีพีเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 36% เป็นไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2564 โดยจะเน้นให้เข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินมากขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องปรับปรุงระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) กับหน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหมด เพื่อให้สามารถวิเคราะห์การให้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เอสเอ็มอีจะมีอุปสรรคในการเติบโตลดลงได้

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมในปัจจุบัน ถือว่าแข็งแกร่งและขยายตัวได้ดี แต่ต้องยอมรับปัญหาเศรษฐกิจของไทยทุกวันนี้ คือ โครงสร้างที่ไม่สมดุล จึงต้องมีการปฏิรูปให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขกฎหมาย แต่เป็นการแก้ไขการทำงานของภาครัฐ ให้รองรับการทำงานของภาคเอกชนได้มากขึ้น ด้วยการจัดทำนโยบาย 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยีและดิจิตอลเข้ามามีส่วนร่วม โดยให้กระทรวงต่าง ๆ ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมเอกชนต่าง ๆ เพื่อปรับตัว และปรับปรุงข้อกฎหมายที่ล้าหลัง ให้เอื้อต่อการเติบโตของเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพไทย




"เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุด ไม่ใช่เป็นภาระ แต่เป็นความหวังในการขับเคลื่อนประเทศ โดยประเทศจะเดินไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ แต่โลกสมัยใหม่เศรษฐกิจจะเดินได้ด้วยคนตัวเล็ก ดังนั้น จะต้องพยายามให้กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้สร้างธุรกิจขึ้นมา เพื่อให้กลายเป็นเครื่องยนต์ในการสร้างงาน สร้างรายได้ รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางให้เอสเอ็มอีสามารถยืนหยัดได้"

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ใช่ประเด็นที่น่าหนักใจ เพราะค่อนข้างมั่นใจว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวดี มีเสถียรภาพ แต่ประเด็นที่หนักใจ ก็คือ เราไม่สามารถอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจเหล่านี้ได้ เนื่องจากโลกของเทคโนโลยีและคู่แข่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากโครงสร้างเศรษฐกิจยังล้าสมัย ยึดติด ไม่มองโลกไปข้างหน้า วันหนึ่งการเติบโตก็จะชะลอและถดถอยลง




"เอสเอ็มอี คือ จุดสร้างงานของประเทศกว่า 99% หากเอสเอ็มอีล้ม การว่างงานจะมหาศาล โดยในอนาคตมองว่า เอสเอ็มอีจะเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมและความคิดใหม่ ๆ ซึ่งเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชนนั้นล้าสมัยไปแล้ว จะต้องสร้างธุรกิจ และหาโอกาสในตลาด"

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงและหน่วยงานพันธมิตรได้ดำเนินการตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ผ่านมาตรการขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้เข้าสู่ยุค 4.0 เพื่อพัฒนากลไกสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ ด้านการเสริมแกร่ง ด้านการเพิ่มขีดความสามารถและการปรับเปลี่ยนธุรกิจ และด้านการยกระดับเศรษฐกิจฐานชุมชน โดยมีการบริการในด้านต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ด้วยนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ การเพิ่มผลิตภาพ และพัฒนามาตรฐานต่าง ๆ ตลอดจนการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) เป็นต้น


……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,367 วันที่ 20-23 พ.ค. 2561 หน้า 01+02

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
เผยแล้ว! 11 ทีมสตาร์ตอัพ ผู้เข้ารอบ “ดีแทค แอคเซอเลอเรท ปี 6”
ยักษ์ธุรกิจอัด 3.5 หมื่นล้าน ปั้นสตาร์ตอัพ!




สิงคโปร์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ฐานเศรษฐกิจ สตาร์ตอัพ Thansettakij