ก.ล.ต.ปลดล็อกลงทุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน

30 January 2016






ก.ล.ต. ปรับปรุง-ยืดหยุ่นเกณฑ์การลงทุนของกองทุน ไฟเขียวลงทุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ รื้อใหญ่เกณฑ์กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ลงทุนในกองทุนอสังหาฯ อินฟราฯฟันด์ เป็น 30% จากเดิมกำหนดเพดาน 15% ของเอ็นเอวี รวมสินค้าโภคภัณฑ์

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวว่า คณะกรรมการกำกับตลาดทุน มีมติเห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของกองทุนครอบคลุมหลายเรื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการธุรกิจกองทุนรวมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการหลายด้าน เกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ ได้เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการลงทุนของกองทุนรวม สอดคล้องกับแนวทางสากลและพัฒนาการของตลาด ลดข้อจำกัดในการทำธุรกิจ ขณะที่ผู้ลงทุนยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสมเช่นเดิม และมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น

เกณฑ์ที่ปรับปรุงให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การกำหนดประเภททรัพย์สินที่กองทุนสามารถลงทุนได้จะกำหนดเป็นหลักการ โดยกำหนดประเภทและคุณสมบัติของทรัพย์สินที่ลงทุนได้ จากเดิมที่กำหนดเป็นรายละเอียดของแต่ละประเภททรัพย์สินที่ลงทุนได้ รวมถึงอนุญาตให้กองทุนเลือกลงทุนในทรัพย์สินได้หลากหลายในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมมากขึ้น เช่น ให้กองทุนรวมที่เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งอาจไม่ได้เสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยก็ได้ โดยสามารถลงทุนได้ในอัตราส่วนที่กำหนด จากเดิมที่สามารถลงทุนในอินฟราฟันด์ เฉพาะที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยเท่านั้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้สามารถลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรืออินฟราฟันด์ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นได้จาก 15% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) เป็นไม่เกิน 30% ของ NAV โดยคำนวณรวมกับการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือกอื่น ๆ ด้วย เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงอนุญาตให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถจัดตั้งเป็นกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (เซ็กเตอร์ฟันด์) ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์บางกลุ่มอุตสาหกรรมได้ โดยจะจำกัดอัตราส่วนการลงทุนรายสมาชิก ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้แก่สมาชิก PVD อีกด้วย

สำหรับเกณฑ์ที่ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสากลและพัฒนาการของตลาดมากยิ่งขึ้น ได้แก่ การกำหนดอัตราส่วนการลงทุนให้มีการกระจายการลงทุนมากยิ่งขึ้น รวมถึงทบทวนอัตราส่วนการลงทุนในทรัพย์สินบางประเภท (โปรดักต์ ลิมิต) ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดและการลงทุนของกองทุนรวม

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (derivatives) ให้เป็นไปตามแนวสากล อาทิ การคำนวณอัตราส่วนเพื่อจำกัดการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารวมถึงการกำหนดเกณฑ์การจัดประเภทกองทุนรวมให้สะท้อนความเสี่ยงจากการลงทุนมากยิ่งขึ้น โดยให้พิจารณาจากฐานะการลงทุนสุทธิในทรัพย์สิน (net exposure) แทนการพิจารณามูลค่าการลงทุนในทรัพย์สิน และแก้ไขสัดส่วนการลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับประเภทกองทุนนั้น

นายรพี กล่าวว่า การปรับปรุงประกาศดังกล่าวเพื่อความเหมาะสมในทางปฏิบัติ และสอดคล้องกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกองทุนรวม โดยในช่วงปี 2552-2558 ที่ผ่านมา กองทุนรวมมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 17% ต่อปี ปัจจุบันกองทุนรวมมีสินทรัพย์สุทธิ 3.6 ล้านล้านบาท ประกอบกับการที่บริษัทจัดการมีความสนใจลงทุนในทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งในและต่างประเทศ จึงได้นำข้อเสนอแนะจากการรับฟังความเห็นของภาคธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องมาปรับปรุงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและลดข้อจำกัดในการทำธุรกิจของบริษัทจัดการลงทุนขณะที่ผู้ลงทุนจะมีทางเลือกมากขึ้น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,126 วันที่ 28 - 30 มกราคม พ.ศ. 2559


ก.ล.ต. กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนอสังหาฯ อินฟราฯฟันด์ นายรพี สุจริตกุล คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์