Benz E200Coupe แรงพอเพียง เคียงข้างความพอใจ

23 May 2018






คุ้นเคยกันดีครับสำหรับ“อี-คลาส คูเป้” ที่โฉมเก่าก็ว่าสุดยอด จนมาถึงรุ่น “เฟสลิฟท์” ถูกปรับใหม่จนน่าใช้ วิ่งกันโฉบเฉี่ยวเต็มถนน เห็นแต่ละคนที่ขับก็ดูภูมิฐานแต่ยังมีพลังหนุ่ม-สาวอยู่เต็มพิกัด

สำหรับโฉมใหม่ของ อี-คลาส W213 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยยังจัดเต็มครบทุกตัวถัง ต่อเนื่องมาจากซีดาน (ซาลูน)  จากนั้นก็ เอสเตท (สเตชันแวกอน) และคาบริโอเลต์(เปิดประทุน) ส่วนตัวถังคูเป้ที่แรกเริ่มเดิมทีในปีที่แล้วเปิดตัวมากับรหัส “อี300” แต่ล่าสุดในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2018 เปลี่ยนมาขายรุ่น อี200 ราคา 4.39 ล้านบาท

โดย E200 Coupe AMG Dynamic ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร รหัส M274 บล็อกเดียวกับ อี300 นั่นละครับ แต่ปรับจูนกำลังให้ลดลง จาก 245 แรงม้า เป็น 184 แรงม้า ส่วนราคาก็ถูกกว่ากัน 1.5 แสนบาท



การจูนกำลังเครื่องยนต์ใหม่คงไม่เกี่ยวกับความได้เปรียบทางภาษีสรรพสามิต เพราะยังเสียในพิกัดเดิม 30% เท่ากับ “อี300” แต่น่าจะเป็นการปรับตำแหน่งสินค้าของตัวเองให้มีความชัดเจนมากกว่า เพราะเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมี “ซี-คลาส คูเป้” รุ่นประกอบในประเทศที่ทำราคาได้ดี หรือตัว “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ซี43 4เมติก คูเป้” ราคา 4.14 ล้านบาท(ลดลงมาจากรุ่นนำเข้า 1 ล้านบาท) ได้ทั้งความแรงจากเครื่องยนต์ วี6 เทอร์โบคู่ 367 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในราคาขายที่ถูกกว่า

เมื่อราคาและสเปกออกมาแบบนี้ก็ชัดเจนว่า ใครนิยมสายแรงก็จัด ซี-คลาส คูเป้ เวอร์ชัน เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เลย แต่ถ้าต้องการความภูมิฐานขึ้นมาอีกระดับ พร้อมสมรรถนะพอดีขับขี่สบายๆ ให้เลือกมาที่ อี-คลาส ตัวนี้  เพราะถ้าขยับเลยขึ้นไปก็เจอ “ซีแอลเอส” ราคาเกือบ 5 ล้านบาทที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวโน่นเลย



...เรียกว่ารุ่นเยอะจนตาลายครับ แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เขาเก่งเรื่องการวางตำแหน่งสินค้า การเลือกใช้เครื่องยนต์แบบไหน ตั้งราคาอย่างไร มีเหตุผลรองรับหมด ทั้งในแบบที่มีผลทันที และมีผลต่อเนื่องในอนาคต

ขณะที่ “อี200 คูเป้” ตัวนี้ราคาลดลงมา 1.5 แสนบาท ซึ่งผมว่ายังสูงไปนิด แต่ด้วยชื่อชั้นของแบรนด์ผมเชื่อว่าอย่างไรก็ขายได้  ส่วนแรงม้าที่ถูกกดลงมาเหลือ 184 ตัว แต่ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของเครื่องยนต์ M274 ที่สุดยอดอยู่แล้ว ทั้งระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ระบบเทอร์โบชาร์จ ที่ช่วยกันรีดเร้นเข่นพลังให้มีประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมคำนึงถึงการปล่อยไอเสียตํ่า ประกบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ยังช่วยให้ระบบส่งกำลังลงสู่ล้อหลังราบรื่น-รวดเร็ว ถือเป็นการจับคู่กันอย่างลงตัว

ในโหมด “คอมฟอร์ด” ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นหลังสตาร์ตเครื่องยนต์ การตอบสนองของขุมพลังและเกียร์ชุดนี้ ไม่มีอืดอาดอุ้ยอ้ายครับ บางอารมณ์กดคันเร่งหนักๆ หรือต้องการแรงแบบกะทันหันใช้มือซ้ายดันแพดเดิ้ลชิฟต์หลังพวงมาลัย ให้เกียร์ลดลงมาสัก 2 เกียร์ ยังพบอาการกระชาก พร้อมแรงฉุดดึงรวดเร็ว

ส่วนช่วงล่างที่ประกบกับล้ออัลลอย 19 นิ้วไม่แข็งกระด้างจนน่าเกลียด สอดคล้องกับการควบคุมทิศทางรถได้อย่างแม่นยำ และจะขับสนุกลงตัวมากขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง เล่นกับพื้นถนนละเลียดกับโค้งได้เฉียบคมและแน่นหนึบ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการออกแบบรถให้เตี้ยและโครงสร้างแบบแอโรว์ไดนามิกที่พุ่งพลิ้วแหวก อากาศและเพิ่มแรงกดไปในตัว



แม้รถแบบนี้จะเข้าออกยากไปสักนิดเพราะหลังคาตํ่า เบาะนั่งเตี้ย แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ต้องแลกกับอารมณ์การขับขี่แบบแน่นหนึบที่ได้รับ ส่วนมิติตัวถังที่ยาว 4,846 มม. กว้าง 1,860 มม. และสูง 1,431 มม. การขับขี่ในเมืองอาจจะต้องทำความคุ้นชินในการกะระยะสักเล็กน้อย แต่ถ้าใช้เป็นประจำก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร

เหนืออื่นใดการเป็นคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง และมีระยะฐานล้อ 2,873 มม. วิศวกรยังออกแบบประตูให้ยาวกว่าปกติ และมีระบบแขนดันเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติส่งมาให้คนขับและผู้โดยสารด้านหน้า ขณะที่การเข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้โดยสารด้านหลังถือว่านั่งได้จริง ขยับขยายได้พอสมควร หรือไม่ได้เป็นด็อกซีตแบบรถสปอร์ตที่นั่ง 2+2 หลายๆ รุ่น

 



ส่วนตัวผม เมื่อเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยยังชอบหน้าจอแสดงผลดิจิตอลขนาดยาวใหญ่ระดับ 12.3 นิ้วที่แบ่งการแสดงผลออกเป็น 2 โซน คือตรงคอนโซลกลาง  และหน้าคนขับ(หลังพวงมาลัย) เห็นชัดเต็มตาและเลือกรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ เช่นเดียวกับการเลือกแสงไฟเปลี่ยนบรรยากาศได้หลาย 10 สี และเต็มอารมณ์ไปกับชุดเครื่องเสียงจาก Burmester

ส่วนออพชันเด่นๆ ที่ไม่ละทิ้งไป ไล่ตั้งแต่ ชุดไฟหน้าแบบ  MULTIBEAM LED ปรับทิศทางของลำแสงอัตโนมัติ หลังคาซันรูฟ  ระบบกุญแจ  KEYLESS-GO  และฟังก์ชันเปิด-ปิดฝากระโปรงโดยไม่ต้องใช้มือ HAND-FREE ACCESS รวมถึงระบบช่วยเบรกแบบแอกทีฟ และระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ

 

 



ส่วนอัตราบริโภคเฉลี่ยตามอีโคสติกเกอร์แจ้งไว้ 6.9 ลิตรต่อ 100 กมหรือ 14.49 กม.ต่อลิตร แต่การขับขี่จริงของผมในหลายๆครั้งหลายรูปแบบ ตัวเลขที่เห็นบ่อยมักจะอยู่แถวๆ 9-10 ลิตรต่อ 100 กม.

รวบรัดตัดความ...อี-คลาส ตัวถังซีดานเป็นรถที่หวังยอดขาย(เมื่อก่อนขายมากที่สุดในบรรดาเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น) ส่วนรุ่น “คูเป้” ถือเป็นรถที่เข้ามาเสริมภาพลักษณ์ความภูมิฐานในอารมณ์ที่ต่างไป ตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อของขวัญให้ตัวเอง เพื่อแสดงถึงสถานะและความสำเร็จในชีวิต ส่วน E200 Coupe AMG Dynamic ใส่เทคโนโลยียานยนต์-ออพชันมาเพียบ บนสมรรถนะการขับขี่ที่เพียงพอต่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน แต่ด้วยการเป็นรถนำเข้าทั้งคัน การตั้งราคาอาจจะยังไม่น่าพอใจนัก

                             ฐานเศรษฐกิจ 3,367 วันที่ 20-23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561



เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส คูเป้