จีน-สหรัฐฯ ปะทะเดือด! USTR ล็อกเป้าสินค้าไฮเทค ถล่มยุทธศาสตร์ China 2025

10 April 2018








สงครามทั้งหลายมักเริ่มจากการปะทะย่อย ๆ และตอนนี้การปะทะได้เริ่มขึ้นแล้ว ... ‘คอร์ลอส กูเทียเรส’ อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐอเมริกา สมัยประธานาธิบดี ‘จอร์จ ดับเบิลยู บุช’ ให้ความเห็นสื่อต่างประเทศเมื่อต้นสัปดาห์เกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ที่กำลังร้อนระอุใกล้ทะลุจุดเดือด

ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งมีผลกระทบหลายประเทศผู้ส่งออก รวมทั้งจีน ทำให้รัฐบาลจีนตอบโต้ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 128 รายการ โดย 120 รายการ ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 15% และอีก 8 รายการ เจอเข้าไปเต็ม ๆ 25% ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เนื้อสุกร ที่จีนเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐฯ และในปี 2560 ก็มียอดส่งออกเนื้อสุกรสหรัฐฯ ไปยังจีนถึง 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 35,200 ล้านบาท

 

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ



การขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ชุดนี้ของจีน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ ยูเอสทีอาร์ ต้องตอกกลับทันควัน (3 เม.ย.) ด้วยการเผยรายชื่อสินค้าจีน 1,300 รายการ ที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้ ว่า จะขึ้นภาษีคิดเป็นมูลค่ารวมถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าไฮเทคและกำลังจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นถึง 25% โดยในช่วงเวลาประมาณ 60 วันนับจากนี้ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะเปิดให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบยื่นข้อเรียกร้อง หรือ ข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ และจากนั้น ราวกลางเดือน พ.ค. จะเปิดเวทีประชาพิจารณ์ (Public Hearing)


Made in China เจอหมัดตรง
เหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างในการดำเนินการครั้งนี้ คือ เพื่อให้จีนเลิกใช้นโยบายและพฤติกรรมการค้าที่เป็นภัยต่ออุตสาหกรรมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา รายงานของยูเอสทีอาร์ เปิดเผยว่า ในการตัดสินใจว่าจะขึ้นภาษีสินค้ารายการใดจากจีนนั้น จะพิจารณาว่า “สินค้าชนิดใดบ้างที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายระดับประเทศในด้านอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งหมายรวมถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมระดับชาติ ภายใต้ชื่อนโยบาย ‘เมด อิน ไชน่า 2025’ (Made in China 2025)” ที่จีนกำหนดไว้เป็นเป้าหมายชัดเจนว่า จะพัฒนาและยกระดับตัวเองขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายในปี ค.ศ. 2025 นอกจากนี้ สินค้าบางรายการที่ถูกเสนอเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ยังเป็นผลมาจากความต้องการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เกิดจากสินค้านำเข้าจากประเทศจีน



นอกเหนือจากสินค้าประเภทที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต เช่น ดาวเทียมสื่อสารรายการสินค้า 1,300 รายการ ที่ยูเอสทีอาร์เปิดเผยออกมานั้น ยังครอบคลุมสินค้าอีกหลากประเภท ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า ชิ้นส่วนโทรทัศน์ อุปกรณ์การแพทย์ เครื่องล้างจาน เครื่องเป่าหิมะ ไปจนถึงเครื่องพ่นไฟ (รายละเอียดเพิ่มเติม 1,300 รายการ ทางเว็บไซต์ : https://ustr.gov/sites/default/files/files/Press/Releases/301FRN.pdf) “มาตรการระดับนี้มีความเหมาะสมแล้ว เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามที่นโยบายของจีนมีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเมื่อพิจารณาว่า มันอาจทำให้จีนยุติการกระทำ นโยบายและพฤติกรรมการค้าที่เป็นภัยต่อคู่ค้า” รายงานของยูเอสทีอาร์ ระบุ


จีนสวนกลับเข้าจุดสำคัญ
ความเคลื่อนไหวของยูเอสทีอาร์ครั้งนี้ เรียกปฏิกิริยาตอบกลับจากจีนในทันที โดยกระทรวงพาณิชย์จีนได้ออกมาประณามการตัดสินใจของยูเอสทีอาร์ และยืนยันว่า จะตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ ในขนาดที่สาสมกัน (4 เม.ย.) นั่นหมายถึงสินค้าอเมริกัน 106 รายการ ที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่ม 25% ครั้งนี้ ครอบคลุมถึงสินค้าสำคัญ ๆ ที่สหรัฐฯ ส่งออกมายังจีน เช่น ถั่วเหลือง รถยนต์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องบิน นอกจากนี้ ยังจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) เพื่อให้ช่วยไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาททางการค้าที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน กลุ่มองค์กรของภาคธุรกิจอเมริกันได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกแผนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เนื่องจากสินค้าส่วนหนึ่งเป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน




ประเมินความเสียหาย
ทั้งนี้ ยังได้มีการประมวลภาพความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ หากทั้ง 2 ฝ่าย ยังเดินหน้าสาดมาตรการขึ้นภาษีใส่กัน “ผู้บาดเจ็บรายแรก น่าจะได้แก่ เกษตรกรอเมริกันในแถบมิดเวสต์ ซึ่งเป็นฐานเสียงเป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” และเป็นพื้นที่ที่เขาต้องการคะแนนเสียงเพิ่มเพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่กำลังจะมีขึ้นในปี ค.ศ. 2020 ทั้งนี้ มิดเวสต์เป็นแหล่งปลูกถั่วเหลืองที่สำคัญ และจีนก็เป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ กล่าวกันว่า ผลผลิตถั่วเหลืองราว 1 ใน 3 ของทั้งหมดที่สหรัฐฯ ผลิตได้นั้น ถูกส่งออกไปยังประเทศผู้ซื้อรายใหญ่ คือ จีน คิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4.48 แสนล้านบาท ข่าวสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ทุบราคาถั่วเหลือง ซื้อ-ขายล่วงหน้าในตลาดชิคาโกลงแล้ว 5.3% เป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2016 เป็นต้นมา ประเทศผู้ส่งออกถั่วเหลืองรายอื่น ๆ เช่น บราซิลและอาร์เจนตินา อาจจะได้อานิสงส์ในการส่งออกสินค้าเข้าไปทดแทนถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ

“แนวโน้มผู้บาดเจ็บรายต่อมา คือ อุตสาหกรรมผลิตสินค้าไฮเทคที่มีโรงงานตั้งอยู่ในจีน” ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอปเปิล หรือ เลอโนโว เพราะน่าจะมีต้นทุนผลิตสูงขึ้น หรือ อาจจะมีปัญหาสะดุดขัดในซัพพลายเชน โทรทัศน์จอแบนที่มีมูลค่าการค้าเกือบปีละ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีเพิ่มด้วยนั้น น่าจะเป็นสินค้าที่โดนผลกระทบเข้าไปเต็ม ๆ “และต่อมา ที่จะบาดเจ็บหนัก คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ” ซึ่งในที่นี้ ครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้าด้วย ยกตัวอย่าง บริษัท เทสล่าฯ ผู้ผลิตรถไฟฟ้าสัญชาติอเมริกัน มีจีนเป็นตลาดใหญ่ นอกจากนี้ บริษัทรถยนต์อเมริกัน อย่าง เจเนอรัล มอเตอร์ส และฟอร์ด มอเตอร์ ต่างก็มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศจีน อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของยูเอสทีอาร์ เพราะไม่อยู่ในข่ายสินค้า 1,300 รายการ แต่แบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่นาฬิกาและเครื่องดักจับควันไฟเข้าข่ายถูกเก็บภาษีเพิ่มเมื่อเข้าตลาดสหรัฐฯ ผู้ผลิตอีกรายที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบจากมาตรการของจีน คือ บริษัท โบอิ้ง ซึ่งยอดขายอาจชะลอตัวในตลาดใหญ่มีความสำคัญอย่าง ‘จีน’ และจะเสียเปรียบคู่แข่งอย่าง บริษัท แอร์บัส ซึ่งเป็นบริษัทฝรั่งเศส




‘ไมเคิล ชอร์ท’ โฆษกสมาคมผู้ประกอบการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ (National Association of Manufactures) เปิดเผยว่า ยังมีเวลาในช่วง 60 วัน ที่ยูเอสทีอาร์เปิดรับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นตลอดจนเปิดให้มีการประชาพิจารณ์ ซึ่งทางสมาคมจะหารือกับสมาชิกว่า มีสินค้าใดบ้างใน 1,300 รายการ ที่สมาชิกเห็นว่า ควรขอให้ยูเอสทีอาร์นำออกจากบัญชีสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่ม ขณะเดียวกัน ก็เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้วิธีพูดคุยกับจีน เพื่อหาทางออกที่ดี มากกว่าที่จะงัดมาตรการแบบตามอำเภอใจมาใช้อย่างที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกัน “หอการค้าอเมริกัน (U.S. Chamber of Commerce)” ออกมาแสดงจุดยืนด้วยเช่นกันว่า จะใช้โอกาสที่ยูเอสทีอาร์เปิดรับฟังความคิดเห็น เสนอให้มีการเจรจาหารือกับจีน และไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าที่ผู้บริโภคต้องใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ อดีตที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การขึ้นภาษีไม่เคยใช้ได้ผล นอกจากจะทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นแล้ว ยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการค้าของจีนได้อีกด้วย




……………….
รายงาน โดย โต๊ะข่าวต่างประเทศ
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,355 วันที่ 8-11 มี.ค. 2561 หน้า 10

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
สหรัฐฯ ฟัดจีน! ทุบส่งออกไทย 6 กลุ่มสินค้าวูบ
'พาณิชย์' เกาะติดสงครามการค้า! 'จีน' ขึ้นภาษี 128 สินค้าสหรัฐฯ




จีน ฐานเศรษฐกิจ สหรัฐฯ Thansettakij สงครามการค้าสหรัฐฯจีน USTR สินค้าไฮเทค ยุทธศาสตร์จีน China 2025 จีน สหรัฐฯ