ทางออกนอกตำรา : ท้าทาย... บารมี “บัณฑูร ล่ำซำ”

7 April 2018








ตะลึงกันทั้งค่ายยักษ์สีเขียว “KBANK” เมื่อเกิดปรากฎการณ์ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 106 ของธนาคารกสิกรไทย ลงมติไม่เห็นชอบกับข้อเสนอของฝ่ายบริหารธนาคารที่มี “คุณปั้น” บัณฑูร ล่ำซำ เป็นประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เสนอขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นในกรอบการดำเนินการขยายธุรกิจโดยวิธีการเข้าซื้อหารือร่วมทุนในกิจการจำนวนเงินไม่เกิน 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,650 ล้านบาท ต่อการลงทุนแต่ละครั้ง และให้อยู่ภายในกรอบการลงทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.55 หมื่นล้านบาท

ฝ่ายบริหารของธนาคาร ที่มี”คุณปั้น”เป็นหัวเรือใหญ่ มี “ปรีดี ดาวฉาย-ขัตติยา อินทรวิชัย-พิพิธ อเนกนิธิ” เป็นกรรมการผู้จัดการเสนอว่า เรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะขยายธุรกิจบริการทางการเงินในภูมิภาคเออีซีบวก 3 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีไอ (CLMVI) ได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของตลาด และการแข่งขัน
แต่การดำเนินการดังกล่าวนั้น เข้าข่ายรับซื้อหรือโอนกิจการมาเป็นของธนาคาร 107 (2ข) พ.ร.บ.จำกัดมหาชน ที่ต้องได้คะแนนเสียง 3 ใน 4 ของจำนวนผู้เข้าประชุม จึงเสนอขอมตินี้จากที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ปรากฏว่า ผู้ถือหุ้นรวมพลังกันเบรก ไม่อนุมัติให้เพิ่มวงเงินร่วมทุนธุรกิจอื่นในกลุ่มประเทศ CLMVI ไม่เกินคราวละ150 ล้านดอลลาร์

ผมเข้าไปดูการประชุมรอบนี้ ที่ผู้ถือหุ้นมาจำนวนมาก วาระอื่นเห็นชอบกันหมดและในสัดส่วนที่มากด้วยคะแนนเสียงตกประมาณ 1,250-1,333 ล้านเสียง แม้แต่วาระการจ่ายบำเหน็จให้กับกรรมการรวม 41.8 ล้านบาท เห็นด้วยถึง 1,158 ล้านเสียง ไม่เห็นด้วยแค่ 94 ล้านเสียง เรียกว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเดินหน้าทุกรูปแบบ เพราะเชื่อมือ..เชื่อในความสามารถ

แต่พอวาระนี้กลับตาลปัตร ผู้ถือหุ้นกลับเสียงแตก มีผู้เห็นด้วยแค่ 816 ล้านเสียง คิดเป็น 64% ไม่เห็นด้วย 441 ล้านเสียง คิดเป็น 35%  ที่เหลืองดออกเสียง เสียงไม่ถึง 3 ใน 4 สลบซิครับพี่น้อง...

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ประธานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย ครั้งที่ 106 ที่ผลักดันวาระสำคัญ บ่นเสียดาย เสียโอกาสการขยายธุรกิจการเงินในภูมิภาคเออีซี+3 ถึงขนาดบ่นออกมาว่าด้วยความน้อยออกน้อยใจว่า “สักวันหนึ่งผู้ถือหุ้นจะเข้าใจถึงความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน”

ผมทำข่าวเกาะติดในเรื่องธนาคารกสิกรไทยมายาวนานนับตั้งแต่ปี 2538 จนบัดป่านนี้ ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ที่ผู้ถือหุ้นของธนาคารกสิกรไทยจะมีมติเป็นแบบนี้ เพราะที่ธนาคารแห่งนี้ บริษัท ธนาคารกสิกรไทย แห่งนี้ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน ยันแม่บ้าน “รัก ศรัทธา เชื่อถือ เชื่อมั่น เคารพ คุณบัณฑูร”
พวกเขาเชื่อมั่น เพราะคุณบัณฑูร สามารถนำพาธนาคารฝ่าคลื่นลมมรสุมต่าง ๆ มาได้ตลอด ไม่ว่าพายุใหญ่จนเกิดวิกฤตปี 2540 หรือพายุการปิดสถาบันการเงิน ตลอดจนพายุอันเชี่ยวกรากของโลกแห่งทุนที่นำมาซึ่งการเข้ามาถือหุ้นของทุนต่างชาติ แต่กสิกรไทยแห่งนี้ก็ยืนเด่นเป็นสง่า เป็นตราสินค้าที่คนกสิกรภาคภูมิใจ

เสียง คำพูด ข้อเสนอ ของ “บัณฑูร ล่ำซำ” จึงทรงความหมาย ชนิดที่ต้องเงี่ยหูฟังมาอย่างยาวนาน ในฐานะ “ธนราชันย์” อันดับต้นของเมืองไทย ไม่แพ้เสียงหรือคำพูดของ “บอส” เจ้าสัวชาตรี โสภณพนิช แห่งค่ายบัวหลวง

การออกมาโหวตล้มแผนของผู้ถือหุ้นรอบนี้จึงไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง สะท้อนว่าทั้ง “เทศ-ไทย” ไม่ยอมให้ฝ่ายบริหารที่มี “บัณฑูร ล่ำซำ” นั่งหัวโต๊ะ ไปต่อ และสั่นคลอนความเชื่อถือในตัวของคุณปั้นอย่างมาก

ไม่ใช่เพียงเพราะแรงกดดันจากการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิตอล ซึ่งจะกระทบกับรายได้ค่าธรรมเนียมในระยะสั้นของธนาคารกสิกรไทย ที่แจ้งปรับประมาณการรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปีนี้ (ค่าธรรมเนียม) ลดลง -6-8% จากเดิมคาดว่าจะเติบโตคงที่ตามผลการดำเนินงานในปี 2560 ที่ทำได้ 62,695 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 40% ของรายได้รวม

แต่ผู้ถือหุ้นกำลังใช้สิทธิคานความเด็ดขาดในการทำงานของฝ่ายบริหารในธนาคารนี้อย่างจริงจัง
ผมพามาดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคารกสิกรไทย พบว่ามีผู้ถือหุ้นต่างชาติถืออยู่ 1,172.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 48.9% นักลงทุนไทยถืออยู่  1,221 ล้านหุ้น คิดเป็น 51.02%  ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ธนาคารแห่งนี้มีการถือหุ้นกระจัดกระจายมาก มีผู้ถือหุ้นรวมกันอยู่กว่า 45,550-50,000 คน

ไปดู 10 รายแรก นี่เป็นรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 106  ในวันที่ 8  มีนาคม 2561

รายใหญ่สุดเป็น บริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนของนักลงทุนฝรั่ง มีสัดส่วนประมาณ 27.792% ถืออยู่ 665.137 ล้านหุ้น

STATE STREET BANK EUROPE LIMITED ถืออยู่ 284.69 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.89%

STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY ถืออยู่ 111..28 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.65%

CHASE NOMINEES LIMITED ถืออยู่ 79.48 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.32%

SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือหุ้นอยู่  61.6 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.57%

สำนักงานประกันสังคม ถือหุ้นอยู่ 47 ล้านหุ้นเศษ คิดเป็น 1.96%

SOUTH EAST ASIA UK (TYPE A) NOMINEES LIMITED ถืออยู่ 34.6 ล้านหุ้น คิดเป็น1.44%

THE BANK OF NEW YORK MELLON ถืออยู่ 34.52 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.44%

GIC PRIVATE LIMITED ถืออยู่ประมาณ 29.23 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.22%

NORTRUST NOMINEES LIMITED-NT0 SEC LENDING THAILAND CL AC ถืออยู่ 28.8 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.20%

ที่เหลือเป็นผู้ถือหุ้นอื่นๆ รวม 1,016.77 ล้านหุ้น คิดเป็น 42.48%

นี่คือผู้ถือหุ้นทั้งหมดมีคนถามว่าแล้วคุณ บัณฑูร ล่ำซำ และคนในตระกูลล่ำซำละครับถืออยู่มากน้อยแค่ไหน ผมพยายามเกาะติดสืบเสาะพบว่า คุณบัณฑูร นั้นถือในนามส่วนตัวประมาณ 10-20 ล้านหุ้น ที่เหลือถือหุ้นกระจัดกระจาย ทั้งในนามครอบครัวล่ำซำโดยตรง และถือหุ้นผ่านในนามของนอมินี หรือกลุ่มของนายไพโรจน์ ล่ำซำ แต่โดยรวมแล้ว ครอบครัวนี้ถือหุ้นอยู่ประมาณ 18-19%
ผมลืมบอกไปว่า ในจำนวนนี้มี นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถืออยู่ตกประมาณ 1.1% หรือ 28.9 ล้านหุ้น

เสียงของผุู้ถือหุ้นกลุ่มนี้ละครับที่โหวตไม่ผ่าน

แล้วที่ไม่ผ่านนั้นมันคืออะไร ผมไปสืบเสาะมาก็พบว่า ทางคณะฝ่ายบริหารพยายามที่จะผลักดันการขยายการลงทุนในกลุ่มธนาคารออกไปให้กว้างขวาง เพื่อเชื่อมโยงการขยายธุรกิจใน CLMV และ I  รวมถึงอาเซียนบวก 3 อย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องขยาย หาพันธมิตรทั้งที่เกี่ยวกับธนาคาร เกี่ยวกับเทคโนโลยี และอื่นๆที่เป็นโอกาสในการทำธุรกิจขององค์กรในระยะยาว

บัณฑูร แห่ง KBank มีเป้าหมายเป็นธนาคารแห่ง AEC+3 เพื่อรองรับการค้าการลงทุนของลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศในอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ปีที่ผ่านมา ได้เข้าลงทุนถือหุ้นใน ธนาคารแมสเปี้ยน (Bank Maspion) ในอินโดนีเซีย สัดส่วน 9.99%

ธนาคารแมสเปี้ยน ถือเป็นธนาคารพาณิชย์เอกชนระดับ BUKU2 เน้นให้บริการลูกค้าบุคคลและ SME และมีการลงทุนพัฒนา Digital Banking สอดคล้องกับทิศทางของ KBank ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง มีเครือข่ายสำนักงานทั่วประเทศ 51 แห่ง ครอบคลุมเมืองสำคัญ

ธนาคารแมสเปี้ยน ยังอยู่ใน Maspion Group กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย ทำธุรกิจการเงินการธนาคาร ค้าปลีกค้าส่ง โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคแบบถาวร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้ในครัวเรือน มีฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีประชากร 260 ล้านคน เป็นอันดับที่ 4 ของโลก อัตราการเติบโตของ GDP ขยับเข้าใกล้มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากการวิเคราะห์ของ Deloitte อินโดนีเซียจะก้าวขึ้นมาเป็นตลาดที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลกภายในปี 2563
ปลายปี 2560 เช่นกัน กสิกรไทยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน (LII) เต็มรูปแบบ ในชื่อ "ไค่ไท่หยินหาง (จงกั๋ว)" หรือ บริษัท ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) จำกัด โดยมีสำนักงานใหญ่ ณ เมือง Shenzhen ประเทศจีน เป็นธนาคารท้องถิ่นที่ทำธุรกรรมได้เสมือนธนาคารของจีนทำให้การบริการลูกค้าครบวงจร กสิกรไทยตั้งเป้าปริมาณธุรกิจสาขาต่างประเทศของธนาคารในปี 2561 มียอดสินเชื่อเพิ่มขึ้น 30% คิดเป็นมูลค่า 2.9 แสนล้านบาท และปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 40% เป็น 1.5 แสนล้านบาท

นอกจากสำนักงานใหญ่ เมือง Shenzhen แล้ว กสิกรไทยยังมีสาขาใน Chengdu, Shanghai และฮ่องกง รวมทั้งสำนักงานผู้แทนที่ Beijing และ Kunming และธนาคารยังได้รับการอนุมัติให้เปิดสาขาเพิ่มได้ที่เขต Pudong เมือง Shanghai เป็นสาขาที่ 3 ของเมืองซึ่งถือเป็นเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางการเงินของประเทศจีน มีธุรกรรมการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนสูง โดยปี 2559 มียอดธุรกรรมถึง 9.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 21% ของธุรกรรมการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนทั้งหมด

การโหวตไม่ผ่านของผู้ถือหุ้นครั้งนี้ จึงสะท้านไปทั้งเคแบงก์

ที่สำคัญสะท้อนถึง “พลัง อำนาจ ศรัทธา” ในตัวของ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารว่า กำลังถูกท้าทายครั้งสำคัญอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน

............................
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา | หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3355 ระหว่างวันที่ 8-11 เม.ย.2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว


กสิกรไทย บัณฑูร ล่ำซำ ทางออกนอกตำรา บากบั่น บุญเลิศ กสิกร เข้มทุกคอลัมน์แน่นทุกบรรทัด Thansettakij คุณปั้น