สานพลังประชารัฐ ต่อยอดอะเมซิ่งไทยเทสต์หนุนแวตรีฟันด์

1 April 2018






การร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้ชัดเจนจาก คณะทำงานสานพลังประชารัฐด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว และ MICE (คณะทำงาน D3) ที่มีรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ “ชนินทธ์ โทณวณิก” เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน ที่นับจากปี 2559 เป็นต้นมา ก็มีผลงานโดดเด่นเรื่องการจัดทำโครงการอะเมซิ่งไทย เทสต์ และกระตุ้นตลาดไมซ์ ทั้งยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างผลักดัน

**ต่อยอดอะเมซิ่งไทยเทสต์
โครงการอะเมซิ่ง ไทย เทสต์ ของคณะทำงานสานพลังประชารัฐคณะนี้ ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 50 องค์กรในการส่งเสริมอาหารไทยและผลไม้ไทย ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้ไปยังภาคเกษตร แต่ยังทำให้อาหารไทยกลายเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายเฉพาะเรื่องอาหารสูงกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปีและกลายเป็น 5.9 แสนล้านบาทในปี 2560 ทำให้สัดส่วนรายได้จากอาหารต่อรายได้ท่องเที่ยวรวมเพิ่มจาก 18% เป็น 21.2% และยังอยู่ระหว่างการต่อยอดโครงการเพื่อขยายผลขึ้นไปอีก

กลินท์ สารสิน



นายกลินท์ สารสิน ประธานโครงการนี้ เผยว่า โครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คือ Amazing Thai Taste Restaurant ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายร้านอาหารแนะนำในทุกจังหวัด ผ่านการคัดกรองของคณะทำงาน 4 ฝ่าย คือ หอการค้าไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมโรงแรมไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อใช้ร้านอร่อยในท้องถิ่นกว่า 1 พันร้านค้า เป็นแม่เหล็กกระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปในภูมิภาค

อีกโครงการหนึ่ง คือ Amazing Thai Taste Festival 2018 โดยจัดเป็นเดือนแห่งเทศกาลอาหาร ในเดือนมิถุนายนของทุกปี คล้ายกับงาน Oktoberfest ของเยอรมนี ซึ่งปีนี้นอกจากจะมีกิจกรรมทั่วประเทศจากพันธมิตรแล้ว ททท.ยังจะจัดงานเทศกาลอาหารใหญ่ในวันที่ 7-10 มิถุนายนนี้ ที่สยามสแควร์ ซึ่งในงานจะเป็นการรวมอาหารขึ้นชื่อของทั้ง 5 ภาค อาหารจานเด็ดจากเชฟชื่อดัง และกิจกรรมมากมาย

**เนรมิตอยุธยา-ทัวร์ริมโขง

นายชนินทธ์ โทณวณิก หัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานD3 เผยว่า นอกจากความสำเร็จของโครงการ “Amazing Thai Taste” แล้ว เรายังอยู่ระหว่างการต่อยอดโครงการนี้เพื่อขยายผลเพิ่มขึ้น และยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ผ่านโครงการ “เนรมิตอยุธยา” และโครง การ “ทัวร์ริมโขง” ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำ แผนแม่บท (Master Plan) เพื่อให้อยุธยาเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ชั้นนำของโลก และจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนายกระดับการท่องเที่ยวริมแม่นํ้าโขงสู่ความเป็นสากล เชื่อมโยงเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยว สำหรับ 7 จังหวัดริมฝั่งแม่นํ้าโขง รวมประเทศเพื่อนบ้าน

**หนุนแวตรีฟันด์ในเมือง
นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งหลักๆ เน้นการ กระตุ้นตลาดไมซ์ ผ่านการจัดงานใหญ่ ที่มีจุดเด่นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดพื้นที่ไมซ์ซิตี 5 แห่ง คือ กรุงเทพฯขอนแก่น เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ตและเมืองรอง 4 แห่ง คือ เชียงราย หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก

รวมถึงการส่งเสริมประเทศไทยสู่การเป็น Shopping Paradise โดยในปีนี้ได้เพิ่มทางเลือกในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการคืนภาษีนอกบริเวณสนามบิน(โครงการ Downtown VAT Refund For Tourists) อันจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มเงินหมุน เวียนในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเงินที่ได้รับคืนเป็นเงินสด นัก ท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที ซึ่งจะเริ่มทดลองในช่วงแรก 5 แห่ง ภายในต้นเดือนเมษายน นี้ อาทิ ศูนย์การค้าดาวน์ทาวน์พารากอน-เซ็นทรัลเวิลด์-เกษร-เอ็มบาสซี่-เอ็มควอเทียร์

**ผุดดิจิตอล แพลตฟอร์ม
การเชื่อมโยงข้อมูลและการซื้อขายสินค้าและบริการท่องเที่ยว ผ่าน Digital Tourism Platform ของประเทศ ซึ่งจะเป็นความร่วมมือของภาคเอกชนในการสร้างแพลตฟอร์มท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์รวมของสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยว รวมถึงข้อมูลที่จำเป็นภายใน Application เดียว เป็นการยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบครบวงจรสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ภายในปีนี้จะเริ่มที่ 5 โมดูลหลักก่อน คือ Downtown VAT Refund for Tourists ร่วมกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย Amazing Thai Taste Showroom ร่วมกับ สมาคมภัตตาคารไทย Entertainment Ticket ร่วมกับสมาคมสวนสนุก Online Hotel Booking ร่วมกับสมาคมโรงแรมไทย Online Package & Optional Tour ร่วมกับสมาคมไทย ธุรกิจการท่องเที่ยว

รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย โดยคณะทำงาน D3 ได้ส่งเสริมการจ้างงาน ผู้เกษียณอายุในท้องถิ่น ให้อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ผ่านโครงการ “Amazing Thai Host” ซึ่งรับผลตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวและผู้สูงอายุ

รวมทั้งผลักดันเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ด้วยการยกเลิกเอกสาร ตม.6 และใช้ระบบอีเล็กทรอนิกส์แทน ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วสำหรับคนไทย และอยู่ระหว่างผลักดันเพื่อขยายผลสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่งสำหรับการพัฒนาระบบขึ้นมาทดแทน

การทำงานในปีนี้ของคณะทำงานสานพลังประชารัฐ D3 ยังคงดำเนินการอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อให้ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ดึงการท่องเที่ยวช่วยยกระดับรายได้และกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน อันจะทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง

เรื่อง : ธนวรรณ วินัยเสถียร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,352 วันที่ 29 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2561


ประชารัฐ อะเมซิ่งไทยเทสต์ แวตรีฟันด์