บางกอกมอเตอร์โชว์ 2018 กระหึ่ม ค่ายรถดัน ‘อีวี’ เต็มแผง‘ตัวแรง’มาเพียบ

31 March 2018






เปิดฉากรับกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ สำหรับงาน “บางกอก มอเตอร์โชว์2018” ซึ่งผู้จัด“กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” หวังปลุกตลาดครึ่งปีแรกให้คึกคัก สอดรับกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆของค่ายรถยนต์

“บางกอก มอเตอร์โชว์ 2018” มากับแนวคิด “Revolution in Motion ปฏิวัติทุกการเคลื่อนไหว” มีรถยนต์เข้าร่วมงานกว่า 30 แบรนด์และรถจักรยานยนต์อีก 15 แบรนด์

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในงานนี้ กลับพบว่ารถตลาดจากญี่ปุ่น หรือกลุ่มที่สร้างยอดขายเป็นกอบเป็นกำ ทั้ง เก๋งและปิกอัพ ยังไม่ถึงคิวโมเดลเชนจ์ จะมีเพียง “ซูซูกิ สวิฟท์” ที่โดดเด่น นอกนั้นจะเป็นรุ่นพิเศษหรือโมเดลปี 2018 เสียมากกว่า

ดังนั้นไฮไลต์ในปีนี้ ยังอยู่ที่กลุ่มรถหรูและรถสายพันธุ์แรง ตลอดจนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีทั้งค่ายใหญ่และน้องใหม่ นำมาอวดโฉมเต็มเวที

**รถยนต์ไฟฟ้าเน้นโชว์ยังไม่พร้อมขาย
“นิสสัน ลีฟ” รถพลังงานไฟฟ้า “อีวี” ที่ขายดีที่สุดในโลก ประกาศว่าปีนี้จะนำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยแน่นอน แต่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2018 จะถูกนำมาอวดโฉมสร้างการรับรู้ก่อน

โดย ลีฟ โฉมใหม่ เจเนอเรชันที่2 พัฒนาระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังมากขึ้น 38% แรงบิดเพิ่ม 26% พร้อมแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนใหม่ ช่วยให้รถมีระยะทางขับเคลื่อนได้ถึง 400 กม.ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐานการทดสอบของประเทศญี่ปุ่น)

ด้านฮอนด้าที่วางรุ่น “คลาริตี้” ไว้บุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก ซึ่งการพัฒนามีทั้งระบบปลั๊ก-อินไฮบริด,อีวี และ ฟิวเซลล์ พลังงานไฮโดรเจน โดยงานนี้นำโมเดลหลังสุดมาอวดโฉม

รวมถึงนำยานพาหนะส่วนบุคคลเพื่อการเคลื่อนที่รอบทิศทางที่พัฒนาต่อยอดจากหุ่นยนต์อัจฉริยะ “อาซิโม” อย่าง“ยูนิ-คับ เบต้า” และ “ฮอนด้า โรโบแคส” รถเข็นอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่วิศวกรผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจจากรถเข็นขายของในเมืองไทย

ส่วนรุ่นที่มาพร้อมขายแน่ๆ คือ “ฮุนได ไอออนิก” ด้วยค่าตัว 1.749 ล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร ใช้แบตเตอรี่แบบลิเทียม ไอออนโพลิเมอร์ ขนาด 28 กิโลวัตต์/ชั่วโมง การชาร์จไฟ 1 ครั้งวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ส่วน 2 ค่ายน้องใหม่ที่เตรียมบุกตลาด “อีวี” ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก โดยเพิ่งแถลงความพร้อมไปก่อนหน้านี้คือ “ฟอมม์” และ “อีเอ”

โดย “ฟอมม์” เป็นทุนจากญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ด้วยรถอีวี 4 ที่นั่งขนาดกะทัดรัด ความยาวเพียง 2,585 มิลลิเมตร นํ้าหนักเบา 630 กิโลกรัม ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 85 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยแบตเตอรี่ทั้ง 4 ลูกมาพร้อมความจุ 2.96 กิโลวัตต์ ซึ่งใช้เวลาชาร์จต่อครั้งประมาณ 6 ชั่วโมง รถสามารถวิ่งได้ระยะทาง 160 กิโลเมตร ตั้งราคาขายไว้ 6 แสนบาท ส่วนการผลิตจะเริ่มปลายปีนี้และส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ต้นปีหน้า

ขณะที่ค่าย “อีเอ” หรือกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ หลังจากบุกธุรกิจพลังงานทางเลือก และมีแผนปูพรมตั้งสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าให้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ ล่าสุดเตรียมตั้งบริษัทลูกมาดูแลธุรกิจรถพลังงานไฟฟ้าแบรนด์ “มายด์” ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจากพันธมิตรผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไต้หวัน โดย “มายด์” จะมีให้เลือกทั้งตัวถังซีดานและเอ็มพีวี ซึ่งชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้งรถสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 300 กิโลเมตร แม้งานบางกอกมอเตอร์โชว์จะนำรถมาอวดโฉม แต่เริ่มทำตลาดจริงในปี 2562

**รถหรูตัวแรงเยอรมนี-ญี่ปุ่น
รถยนต์ที่จองตำแหน่งค่าตัวแพงที่สุดในงานนี้ต้องยกให้อัครยานยนต์ “โรลส์-รอยซ์” รุ่น “แฟนธอม โฉมใหม่” เจเนอเรชันที่ 8 ด้วยราคาเริ่มต้น 53.5 ล้านบาท(ตัวถังปกติ)และรุ่นฐานล้อยาว 59.5 ล้านบาท ภายใต้ความหรูหรา พกเครื่องยนต์เบนซิน วี12 ขนาด 6.75 ลิตร เทอร์โบคู่ 563 แรงม้า และแรงบิด 900 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เห็นว่าปีนี้ได้โควตามา 3 คัน แต่ถูกจองไป 2 คันเรียบร้อยแล้ว

ฝั่งเจ้าตลาดรถหรู “เมอร์เซเดส-เบนซ์”ไฮไลต์อยู่ที่การเปิดตัว “ซีแอลเอส โฉมใหม่” รุ่น 300d วางเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร 245 แรงม้า ประกบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 6.4 วินาทีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง คาดราคาขายอยู่ในช่วง 4.5-5 ล้านบาท

ด้าน “บีเอ็มดับเบิลยู” ยกทัพความอเนกประสงค์และความแรงมาให้เลือกทั้ง ซีรีส์5 ทัวร์ริ่ง (สเตชันแวกอน) และพันธุ์ใหม่ล่าสุดในตระกูล X คือ “เอ็กซ์2” โดยรุ่นที่ทำตลาดเป็น X2 sDrive20i พร้อมชุดแต่ง M Sport X โดดเด่นด้วยสเกิร์ตและซุ้มล้อสี Frozen Grey ที่ตัดกับสีตัวถัง ปลายท่อไอเสียแบบคู่ และล้ออัลลอยลาย Y-spoke ขนาด 19 นิ้ว วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 192 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด ราคาขาย 2.999 ล้านบาท

ส่วนความแรงรหัส M อย่าง M5 สุดโหดด้วยเครื่องยนต์เบนซิน วี8 ความจุ 4.4 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 600 แรงม้า ที่ 5,600-6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตัน/เมตร ที่ 1,800-5,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0 -200 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที ราคา 13.339 ล้านบาท

อีกหนึ่งค่ายเยอรมนี“อาวดี้” นำเข้าซีดานรุ่นธง “เอ8” ที่วางเครื่องยนต์เบนซิน วี6 ขนาด3.0 ลิตรแบบ mild hybrid 340 แรงม้า แบ่งขายเป็นรุ่น A8 L 55 TFSI quattro Premium ราคา 6.799 ล้านบาท และ A8 L 55 TFSI quattro Prestige ราคา 7.999 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว “เอ7 สปอร์ตแบ็ก
อย่างเป็นทางการซึ่งท้าชนเต็มๆกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส โฉมใหม่

ด้านรถสปอร์ตตัวแรงที่เป็นความภูมิใจของชาวเอเชีย อย่าง “นิสสัน จีที-อาร์” ได้ฤกษ์ทำตลาดในเมืองไทยอย่างเป็นทางการกับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ของรหัส R35 ที่ปรับการออกแบบกระจังหน้า ฝากระโปรงใหม่ และแผงดิฟฟิวเซอร์หน้า-หลัง เช่นเดียวกับการออกแบบภายใน ทั้ง แผงแดชบอร์ด แผงควบคุม Display Command ใหม่บนคอนโซลกลาง และหน้าจอกลางทัชสกรีนมัลติฟังก์ชัน ขนาด 8.0 นิ้ว

เครื่องยนต์ใช้เบนซิน วี6 ขนาด 3.8 ลิตร เทอร์โบคู่ 555 แรงม้า ท่อไอเสียไทเทเนียมชุดใหม่ ส่งกำลังด้วยเกียร์ดูอัลคลัตช์ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดย จีที-อาร์ พรีเมียม อิดิชั่น 2018 ราคา 13.5 ล้านบาท

**ปิกอัพมะกันจัดเต็มรุ่นท็อป

2 ค่ายอเมริกันที่หันมาเอาดีทางปิกอัพเต็มตัว ทั้งฟอร์ด และเชฟโรเลต ส่งรถรุ่นพิเศษมาสร้างสีสันในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2018 โดยค่ายแรกมากับเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ส่วนค่ายหลังเพิ่มสีใหม่และชุดแต่งพิเศษให้โคโลราโด ไฮ คันทรี สตอร์ม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ถือเป็นหนึ่งในผลผลิตของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ในการพัฒนาปิกอัพสมรรถนะสูง ทั้งแชสซีส์ออกแบบใหม่ ตัวรถใหญ่ขึ้นทุกมิติ ส่วนความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร มาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา

เสริมด้วยแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผลิตจากเหล็กกล้าหนาถึง 2.3 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ประกบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Terrain Management System (TMS) สามารถเลือกโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ

ฝั่งเชฟโรเลต โคโลราโด ไฮ คันทรี สตอร์ม มาพร้อมสีภายนอกใหม่ “Orange Crush” ที่ได้รับการตกแต่งพิเศษจากชุดอุปกรณ์ “Thunder” อันประกอบด้วย ซุ้มล้อสีดำด้าน, ตราสัญลักษณ์เชฟโรเลต โบว์ไท สีดำ ด้านหน้า ,ตราสัญลักษณ์เชฟโรเลต โบว์ไท สีดำ ด้านหลัง ,เบดไลเนอร์ ,บันไดข้างสีดำแบบสปอร์ต ,กระจังหน้าสีดำ,สติกเกอร์สีดำด้าน พร้อมสัญลักษณ์โคโลราโดสาหรับตกแต่งฝากระบะท้าย, ฝาปิดถังน้ามัน พร้อมตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ ,ฮูด สกู๊ป

โคโลราโด ไฮ คันทรี สตอร์ม ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยเช่น ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจรระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยจอดด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง โดยรุ่นท็อป 4 ประตู ราคา 1.098 ล้านบาท

สำหรับผู้สนใจจับจองหรือต้องการไปชมบรรยากาศ สัมผัสตัวเป็นๆของรถไฮไลต์เหล่านี้เชิญได้ที่อิมแพ็คชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่าง วันที่
28 มีนาคม- 8 เมษายนนี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,352 วันที่ 29 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2561


อีวี ค่ายรถ บางกอกมอเตอร์โชว์ 2018