ทางออกนอกตำรา | อย่าใช้ ม.44 ลักหลับคนไทยอุ้มมือถือ

26 March 2018








... เป็นที่ฮือฮา เมื่อแกนนำรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาแย้มพรายว่า จะใช้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในมาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล พ่วงด้วยยืดการชำระค่างวดให้ผู้ประกอบการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะต้องชำระเงินก้อนใหญ่ในปี 2563 งวดสุดท้ายรวม 1.2 แสนล้านบาท โดยจะให้ผ่อนจ่ายเป็น 5 ปี โดยคิดดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี เป็นมาตราการ “พ่วง” ที่ “ลักหลับ” ต่อเนื่องจากการใช้อำนาจมาตรา 44 ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล

หลักฐานมัด 2 ค่ายมือถือ! วัดใจ คสช. ใช้มาตรา 44 ยืดค่างวด รวม 1.3 แสนล้าน

ถึงขนาดมีข่าวเล็ดลอดออกมาให้คนไทยป้องปากซุบซิบว่า “ในการประชุม คสช. วันที่ 27 มีนาคม 2561 คสช. จะออกคำสั่งตาม มาตรา 44 อุ้ม 2 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ให้สามารถขยายเวลาการจ่ายค่างวดใบอนุญาตคลื่น 4G ออกไปจากเดิม




เรื่องนี้กลายเป็นคำถามใหญ่กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า ทำไม คสช. ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแก้ปัญหาให้บริษัทมือถือ 2 ค่าย ที่กำรี้กำไรกันบานเบอะ หรือ มีอะไร ในกอไผ่?....

ต้องยอมรับกันตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อมหรือเกรงใจว่า นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ผู้คนในสังคมและนักกฎหมาย นักวิชาการต่างก็มีคำถามในเรื่องการใช้อำนาจขององค์รัฏฐาธิปัตย์ในมาตรา 44 อย่างหนักหน่วง

 

วิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี



นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยอรรถาธิบายว่า “ต่อไปนี้ต้องระมัดระวังการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น แม้กระทั่งมาตรา 44 ที่ยังมีอยู่ แม้จะสามารถออกเพิ่มเติมได้ แต่จำกัด”

เช่นเดียวกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ของ คสช. ที่เคยมีอยู่เดิม จะยังคงสามารถใช้ได้ แต่หากจะใช้อำนาจคงต้องระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้ไปขัดกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ



ชัดเจนว่าการใช้อำนาจของ คสช. ในมาตรา 44 ไม่ได้ให้อำนาจการใช้อย่างพรํ่าเพรื่อ...แต่จำกัดวงลง

ยิ่งหากใครไปดูอำนาจในมาตรา 44 จะพบว่า มาตรา 44 เขียนชัดว่า “ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกันระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหารหรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

อำนาจตามมาตรา 44 ที่ประชาชนยอมรับจึงจำกัดวงในเรื่องดังนี้...
1.การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ
2.ส่งเสริมความสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติ
3.เพื่อป้องกัน ระงับ หรือการปราบปรามการ กระทำที่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ และเศรษฐกิจ หรือราชการแผ่นดิน ทั้งในและนอกราชอาณาจักร




แต่การออกคำสั่งเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ที่เป็นคู่สัญญารัฐและจ่ายเงินให้กับรัฐ มีการให้บริการประชาชน มีการทำกำไรมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าจะเข้าขอบเขตของการใช้อำนาจตามมาตรา 44

คสช. เคยรู้บ้างมั้ยว่า เอไอเอส ประกาศปันผลกำไร 100% มาอย่างต่อเนื่อง และคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นมาในรอบ 10 ปีนี้กว่า 1.5 แสนล้านบาท ส่วนบริษัท ทรู ที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องก็เริ่มมีผลกำไรจ่ายปันผล จึงไม่มีเหตุและผลอะไรที่สะท้อนว่า ธุรกิจ 2 รายนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติอย่างรุนแรง




เหตุผลที่ผู้บริหาร 2 ค่ายมือถือทำหนังสือไปในฉบับเดียวกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และลงเวลาเดียวกันนั้นบอกว่า “การยื่นขอยืดเวลาการชำระค่าประมูล เพื่อต้องการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของบริษัทและช่วยบริหารกระแสเงินสดและสภาพคล่องของบริษัทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม” จึงน่าจะมีเหตุเพียงเพื่อ “ประโยชน์แก่บริษัท และผู้ถือหุ้น”

ประโยชน์ของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ตรงไหน จึงต้องใช้อำนาจพิเศษของ “องค์รัฐาธิปัตย์” ที่ประชาชนต่างยอมรับอย่าง “คุณสมชาย” มาลงนามในคำสั่ง ม.44

คสช. ต้องตอบคำถามสิ่งเหล่านี้ก่อนใช้อำนาจไปดูแลธุรกิจมือถือทั้ง 2 ราย ที่สำคัญเป็นการพิจารณาออกคำสั่งก่อนที่จะครบกำหนดการจ่ายเงินก้อนโตให้ผู้ประกอบการ 2 รายล่วงหน้าถึง 2 ปี

ถ้าใช้อำนาจแบบนี้ จะไปบี้ คุณทักษิณและคณะ ที่ดำเนินการแปลงสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต จนค่ายมือถือล้วนอู้ฟู่ไปตาม ๆ กัน ได้อย่างไร

โปรดอย่าใช้อำนาจตามมาตรา 44 มาทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของคนในชาติ ที่เคยมอบอำนาจและยอมรับให้นายทหารหาญยกทีมมาแก้ปัญหาบ้านเมืองให้เสือถอยลงไป เพียงเพราะการช่วยเหลือนายทุนเลยขอรับท่านนายพล




ตอนนี้บรรดาโบรกเกอร์เขาประเมินการใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ในการอุ้มชูดูแลค่ายมือถือกันว่า หาก คสช. ตัดสินใช้ ม.44 ในการขยายเงินค้างชำระคลื่น 900 MHz งวดสุดท้าย มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท ในปี 2562 ออกไปอีก 5 ปี โดยชำระเป็น 5 งวด จะส่งผลดีต่อมูลค่าหุ้นของ ADVANC และ TRUE  ดังนี้

ผลดีในส่วนของต้นทุนของเงินส่วนดังกล่าว หากแบ่งเป็นชำระ 5 งวด (ปี) โดยใช้อัตราดอกเบี้ย R/P ของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้นทุนในการกู้ที่ 1.5% นั้น ADVANC จะได้ประโยชน์จากการชะลอจ่ายค่าค้างชำระดังกล่าวที่ราว 3.7 บาทต่อหุ้น

ขณะที่กลุ่ม TRUE จะได้ประโยชน์จากการชะลอจ่ายค่าค้างชำระดังกล่าวที่ราว 0.23 บาทต่อหุ้น




ใครอยากรู้ว่ากลุ่มทุนทั้ง 2 บริษัท รับอานิสงส์ไปเท่าใดก็เอาจำนวนหุ้นมาคูณดู ผมไม่อยากลงรายละเอียดมากนักกับการบวกลบคูณหารตัวเลขทางการเงิน

ประเดี๋ยวนายทหารจะมึนกับตัวเลข...


……………….
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา โดย บากบั่น บุญเลิศ (อีเมล : [email protected])
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,351 วันที่ 25-28 มี.ค. 2561 หน้า 06
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
อุ้มมือถือได้คืบจะเอาศอก
เอกชนโยนเผือกร้อนให้ คสช. แจงสัมปทานมือถือ




ม.44 ฐานเศรษฐกิจ ค่ายมือถือ ทางออกนอกตำรา ยืดค่างวด อุ้มมือถือ