TUทำสถิติยอดขายปี60สูงสุดเป็นประวัติการณ์1.36แสนล.

21 February 2018






TUทำสถิติยอดขายปี60สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 1.6 % มาอยู่ที่ 136,535 ล้านบาท กำไรสุทธิ ปี เพิ่มขึ้น 14.6 % จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 6,021 ล้านบาท แม้ว่าจะมีผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีและมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือTU เผยถึง รายงานผลประกอบการ ปี 2560 โดยมีรายได้รวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 1.6 % จากปีก่อนหน้า ทำสถิติสูงสุดอยู่ที่ 136,535 ล้านบาท กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18,141 ล้านบาท ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 13.3 % เมื่อเทียบกับ 14.8 % ในปี 2559 เนื่องจากราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง อย่างไรก็ตาม การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนและการควบคุมต้นทุนต่างๆอย่างเข้มงวด มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่สูง โดยอัตราค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไปและค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อการขายเท่ากับ 9.8 % ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่คาดไว้ที่ 10 % ดังนั้น กำไรสุทธิของบริษัทในปี 2560 จึงยังสามารถทำสถิติสูงสุดและเติบโตได้ถึง 14.6% จากปีก่อนหน้านี้ มาอยู่ที่ 6,021 ล้านบาท



ไทยยูเนี่ยน ประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 0.34 บาทต่อหุ้น รวมเป็นการจ่ายเงินปันผลทั้งปีของปี 2560 ที่ 0.66 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น 5 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าบริษัทจะประสบกับสภาวะตลาดที่ท้าทายในปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 2560 ยอดขายในอเมริกาเหนือ ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของบริษัท โดยมีสัดส่วน 40%ของยอดขายรวม ในขณะที่ตลาดยุโรป คิดเป็น 32 % ตลาดประเทศไทยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 10 % และยอดขายจากญี่ปุ่น คิดเป็น 6 % ของยอดขายรวมทั้งหมด สัดส่วนยอดขายของตลาดหลักเริ่มมีการปรับเปลี่ยนมาที่ตลาดในประเทศและตลาดเกิดใหม่มากขึ้น เนื่องจากความพยายามในการเจาะตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน

“ถึงแม้ว่าจะมีความท้าทายในเรื่องต้นทุนวัตถุดิบที่สูง และความผันผวนทางเศรษฐกิจในหลายๆตลาดทั่วโลก เรายังมีความยืดหยุ่นในการทำกำไรในปี 2560 ได้เป็นอย่างดี ส่วนความกดดันเรื่องราคาวัตถุดิบที่สูงเริ่มคลี่คลาย หลังจากราคาปลาทูน่า เริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2560”



ส่วนยอดขายที่มาจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของไทยยูเนี่ยน ในปี 2560 ยังคงสัดส่วนอยู่ที่ 42 % โดยที่เหลือมาจากธุรกิจรับจ้างผลิต โดยยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ในปี 2560 ยังทรงตัวอยู่ที่ 61,145 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายจากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นเพิ่มขึ้น 2.7 % จากปี 2559 อยู่ที่ 57,315 ล้านบาท ส่วนยอดขายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและสินค้ามูลค่าเพิ่ม ปรับเพิ่มขึ้น 3.5 % จากปีก่อน อยู่ที่ 18,074 ล้านบาท ซึ่งยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจภัตตาคารอาหารทะเล เรด ล็อบสเตอร์ ในอเมริกา

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทชิคเก้น ออฟ เดอะซี อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัทชิคเก้น ออฟ เดอะซี โฟรเซ่น ฟู้ดส์ ได้ย้ายมารวมกันที่สำนักงานในลอส แองเจอลิส เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการดูแลธุรกิจในอเมริกาเหนือทั้งหมด

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยน ฉลองครบรอบ 40 ปี ในการดำเนินธุรกิจเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พร้อมจัดนิทรรศการแสดงผลงานที่เกี่ยวกับความยั่งยืนและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการทำธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต และที่งานนิทรรศการ มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ เยลโล่ฟิน ทูน่าสไลซ์และไส้กรอกทูน่าเพื่อสุขภาพ โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง2อย่างนี้เกิดจากการคิดค้นของศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยน



เมื่อเร็วๆนี้ ไทยยูเนี่ยน ร่วมมือกับ มาร์ส เพ็ทแคร์ และอินมาแซท เปิดตัววิดีโอสั้น ในโครงการนำร่องระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งทั้ง3บริษัทพัฒนาร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ ในการช่วยส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมอาหารทะเล

ในเดือนธันวาคม บริษัทยังได้เปิดตัวโครงการพัฒนาเรือประมง และแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง เพื่อให้แนวทางที่ชัดเจนกับเรือประมงซึ่งจัดหาวัตถุดิบให้กับบริษัท และปรับปรุงการดำเนินงานด้านแรงงานและจริยธรรมในภาคประมง

ไทยยูเนี่ยน ได้รับการยกย่องอย่างมากในเรื่องของการทำงานด้านความยั่งยืน ในปี 2560 บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) สำหรับตลาดเกิดใหม่เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน และยังได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับดัชนี FTSE4Good Emerging Index เป็นปีที่สอง นอกจากนี้ไทยยูเนี่ยน ยังได้รับการคัดเลือกติดอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน ประจำปี 2560 และรับรางวัลรายงานความยั่งยืนดีเยี่ยม ประจำปี 2560 จาก คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย



ไม่เพียงเท่านี้ ไทยยูเนี่ยน ได้รับรางวัลการพัฒนาอย่างยั่งยืนและบริษัทที่มีความเป็นเลิศแห่งเอเชีย (Asia Corporate Excellence & Sustainability Awards) ในฐานะองค์กรที่ส่งเสริมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Top Corporate Social Responsibility Advocates) และเป็นผู้ชนะสำหรับรางวัล 2017 SEAL Business Sustainability Awards ในด้านการสร้างแรงผลักดันระดับองค์กร รางวัล SEAL ซึ่งย่อมาจาก Sustainability (ความยั่งยืน) Environmental Achievement(ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม) และ Leadership (ความเป็นผู้นำ) เป็นการยกย่องบริษัทและผู้นำที่ทุ่มเทให้กับการสร้างความก้าวหน้าอย่างแท้จริงในด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน และสิ่งแวดล้อม โดยดร. แดเรี่ยน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน ได้รับรางวัลผู้นำด้านความยั่งยืน จากการประกาศรางวัลผู้นำด้านความยั่งยืน ของ edie เมื่อเร็วๆนี้



นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยน ยังได้รับรางวัล สำหรับรายงานเพื่อความยั่งยืนแห่งปีและผู้นำด้านความยั่งยืนแห่งปี จากงานมอบรางวัล Responsible Business Award ครั้งที่ 8 ประจำปี 2560 ของ Ethical Corporation และรางวัลของ Asia Sustainability Reporting Awards ประเภทการสื่อสารออนไลน์งานด้านความยั่งยืน และการรายงานด้านห่วงโซ่อุปทานดีเด่น

นอกจากนี้ ศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยน ยังได้รับรางวัล International Innovation Awards 2017 จาก Enterprise Asia สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เยลโล่ฟิน ทูน่าสไลซ์

“ผมรู้สึกภูมิใจในรางวัลต่างๆที่ไทยยูเนี่ยนได้รับ ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ได้สะท้อนถึงการทำงานของไทยยูเนี่ยนในทุกวันนี้และตอกย้ำคุณค่าที่เรายึดมั่นมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น” นายธีรพงศ์ กล่าว



เมื่อมองไปข้างหน้า ไทยยูเนี่ยน ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อความก้าวหน้า และมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความท้าท้ายด้านความยั่งยืนที่ต้องเผชิญในอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก ซึ่งได้แก่ การตรวจสอบย้อนกลับไนระบบดิจิตอล การให้คนงานบนเรือสามารถติดต่อสื่อสาร การให้การศึกษาแก่เด็ก และการให้ข้อมูลเรื่องโภชนาการแก่ชุมชน

“เราทำงานร่วมมือกับทุกอุตสาหกรรม เพราะความท้าทายที่อุตสาหกรรมอาหารทะเลกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติ ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาในธุรกิจอาหารทะเลอีกต่อไป” นายธีรพงศ์ กล่าวเสริม



ยอดขาย เงินปันผล ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป วัตถุดิบ ปลาทูน่า