ลุ้นฝรั่งซื้อหุ้นคืน

20 February 2018






นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยจนเกือบหมดพอร์ตจาก 35% ของมาร์เก็ตแคปเหลือแค่ 3.2% มาร์เก็ตแคป นักวิเคราะห์เชื่อมีโอกาสที่ต่างชาติจะกลับมาเร็วๆนี้ บล.กสิกรไทยฯ มองหุ้นกลุ่มธนาคารราคายังตํ่า ได้รับผลประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น แนะเก็บ BBL, KTB

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปมาก ทำให้การถือครองหุ้นตํ่าเหลือ 3.2% ของมูลค่ารวมตามราคาตลาด (market capitalization) จากในอดีตที่นักลงทุนต่างชาติเคยมีสัดส่วนสูงถึง 35% ของมาร์เก็ตแคป ซึ่งต้องมีการซื้อสุทธิถึงกว่า 1.8 แสนล้านบาทถึงจะทำให้สัดส่วนการถือครองกลับขึ้นไปเท่าเดิม ตนมีความเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยในไม่ช้า จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังโดยปกติในช่วงเดือนมีนาคมนักลงทุนต่างชาติมักจะมีการซื้อสุทธิทุกปี โดยเฉลี่ยประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท

ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)



บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัสฯระบุในบทวิเคราะห์ว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มขายหุ้นไทยเบาลง เชื่อว่าแรงขายน่าจะมีจำกัด ยอดซื้อสะสมสุทธิจากปี 2548 จนถึงปัจจุบันเหลืออยู่ 3.96 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าตํ่ามากเมื่อเทียบกับยอดซื้อสุทธิที่ 4.69 แสนล้านบาท ณ วันที่ 15 มีนาคม 2556 มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง เนื่องจากเริ่มกลับมาซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นมากขึ้น เป็นไปได้ว่าเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทระยะสั้น หรือ อาจเป็นการพักเงินรอปรับพอร์ตเข้าตลาดหุ้นไทยใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัสระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2561 ถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,251 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแนวโน้มของดอกเบี้ย และเงินเฟ้อที่เป็นไปในทิศทางขาขึ้น จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มค้าปลีก นายประกิตกล่าวว่าเชื่อว่า ในครึ่งปีหลังทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงมีท่าทีอ่อนลงในการตรึงอัตราดอกเบี้ย มุมมองต่อกลุ่มธนาคารในปี 2561 เชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย การลงทุน การบริโภคที่คาดว่าจะดีที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงตํ่าอย่างกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่

คาดว่าในปี 2561 กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีสินเชื่อขยายตัว 6% กำไรจะเติบโต 11% ปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารซื้อขายกันในระดับ Forward PBV (Price per Book Value) 1.20 เท่า ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีของกลุ่มที่ 1.35 เท่า

บล.กสิกรไทยคาดว่า ในปี 2561 ระดับ NPL จะปรับลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2560 ที่ 3.73% เหลือ 3.64% ทำให้กลุ่มธนาคารที่เคยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเรื่อง NPL มาตลอด 3 ปี จะผ่อนคลายมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ จะเป็นปัจจัยผลักดันให้กระแสเงินเข้ามาทำให้ Forward PBV สามารถขึ้นไปที่ 1.6 เท่าได้ในปีนี้

นายประกิตกล่าวว่า จากปัจจุบันมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมสูงกว่าราคาในกระดาน 10-15% ถ้า P/BV เพิ่มขึ้นมาจาก 1.2 เท่าเป็น 1.6 เท่าก็จะทำให้ราคาหุ้นมี upside อีก 30%

นอกจากนั้นกลุ่มธนาคารได้ประโยชน์จากสินเชื่อที่เติบโตแข็งแกร่ง รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่โตขึ้น ซึ่งมีแรงหนุนมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อรัฐและสินเชื่อรายย่อย คาดการเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นเป็น 6% ในปี 2561
บล.กสิกรไทยฯยังคงมองว่ากลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อว่าสภาพคล่องส่วนเพิ่มจะเข้าหากลุ่มธนาคาร และธนาคารขนาดใหญ่จะตอบสนองได้ดีที่สุด มอง BBL, KTB เป็นตัวเด่น นอกจากนี้กลุ่มค้าปลีกยังเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อขาขึ้นอีกด้วย เลือก CPALL, HMPRO, ROBINS เป็นตัวเด่น

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,341 วันที่ 18 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561


กสิกรไทย นักลงทุนต่างชาติ หลักทรัพย์ ขายหุ้น