ต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียม  กับผลประโยชน์ต่อรองเพื่อชาติ

19 May 2015






มีความคืบหน้าขึ้นมาอีกลำดับ ถึงแนวทางการดำเนินการบริหารจัด การแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่ได้สัมปทานไปจะหมดอายุ ของแหล่งบงกช  2 แปลง ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. ซึ่งผลิตก๊าซธรรมชาติอยู่ราว 885ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะสิ้นสุดสัมปทานในวันที่ 23 เมษายน 2565 และในวันที่ 7 มีนาคม 2566 และแหล่งเอราวัณ จำนวน 2 แปลง ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ผลิตก๊าซธรรมชาติได้ราว 1.2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในวันที่ 23 เมษายน 2565


โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการกับแหล่งก๊าซดังกล่าว โดยให้คำนึงถึงการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินการพัฒนาแหล่งก๊าซเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซธรรมชาติไม่ให้ลดตํ่าลง ระบบการบริหารจัดการ จัดเก็บผลประโยชน์เข้ารัฐ ให้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และเพิ่มสัดส่วนของรัฐในการถือครองแหล่งก๊าซ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม


เดินหน้าศึกษารูปแบบ


เท่ากับว่ารัฐบาลได้เดินหน้าที่จะศึกษารูปแบบการบริหารจัดการแหล่งก๊าซดังกล่าวแล้วเพราะทรัพย์สินของเอกชนทั้ง 2 ราย จะต้องตกเป็นของรัฐ และจะต้องบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้การผลิตก๊าซต้องสะดุด และรัฐต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด เพราะที่ผ่านมาเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนแก่ภาครัฐ ได้มีการถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กระทรวงพลังงานได้ประกาศเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 เป็นต้นมา ว่ารูปแบบมีความเหมาะสมไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน การแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี และการรับจ้างผลิต แต่ก็ไม่เป็นที่ยุติ จนนำไปสู่การชะลอเปิดสัมปทานออกไป


ส่วนรูปแบบจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นหลังจากนี้ไปคงจะเป็นประเด็นร้อนที่จะมีการหยิบยกมาถกเถียงกันอีกเนื่องจากขณะนี้เองการแก้ไขพ...ปิโตรเลียมปี 2514 เพื่อให้มีกฎหมายรองรับการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี แทนระบบการให้สัมปทาน ก็ผ่านคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว โดยจะนำมาใช้กับแปลงปิโตรเลียมที่มีศักยภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ต่อไปในช่วงกลางปีนี้


ชี้ทางออกให้สิทธิ์รายเดิม


ขณะที่รูปแบบการบริหารจัดการกับแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุนั้นก็มีหลายฝ่ายออกมาเสนอโดยเฉพาะกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS)ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นระดับหัวกะทิด้านพลังงานของประเทศที่มีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นแกนนำได้ออกมาเสนอว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือการเจรจาต่อรองอย่างโปร่งใสกับผู้รับสัมปทานรายเดิม ให้ดำเนินการผลิตต่อเนื่อง บนเงื่อนไขที่รัฐจะต้องได้ผลประโยชน์ที่มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งในรูปการเข้าไปถือหุ้นในแหล่งผลิต หรือการได้รับค่าภาคหลวง หรือผลตอบแทนอื่นๆ เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในแหล่งสัมปทานนั้นจะตกมาเป็นของรัฐ


สอดคล้องกับนายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) แกนนำกลุ่มอีกคนหนึ่ง ที่เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินการตีมูลค่าทรัพย์สินของทั้ง 2 บริษัท เพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในการเข้าไปร่วมทุนและตั้งบริษัทขึ้นมาดำเนินการ โดยมีภาครัฐเข้าไปถือหุ้น หรือดำเนินการในลักษณะตั้งเป็นองค์กรขึ้นมาถือหุ้นร่วมกับผู้ที่ได้สัมปทานรายเก่า เพื่อไม่ให้การผลิตก๊าซสะดุด และภาครัฐก็ได้ผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบพีเอสซี เพราะขณะนี้ยังไม่มีความพร้อม เพราะต้องไปแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ โดยการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาทำงานร่วมกับผู้ได้สัมปทาน ต้องใช้เวลา 2-3 ปี ขณะนี้เหลือเวลา 6-7 ปี ที่แหล่งก๊าซจะหมดอายุ ไม่มีเวลาพอ จะต้องทำความชัดเจนให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ เพื่อที่ผู้ได้รับสัมปทานจะได้ไม่ยุติการลงทุนในการผลิตก๊าซ


รัฐยึดระบบสัมปทาน


โดยแนวคิดของนางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(กช.) ได้เปิดกว้างเอาไว้ทั้ง 3 รูปแบบ ทั้งระบบสัญญาสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบรับจ้างผลิต  แต่ให้ความสำคัญไปที่ระบบสัญญาสัมปทาน โดยมีเงื่อนไขที่รัฐจะต้องได้ผลตอบแทนทั้งค่าภาคหลวงและโบนัส ที่ มากกว่าระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ ทรีพลัส ที่มีอยู่ในขณะนี้ รวมไปถึงการแปลงทรัพย์สินที่เอกชนจะโอนกลับมาเป็นของรัฐ กลับไปเป็นหุ้นที่ถืออยู่ในแต่ละแหล่งผลิตด้วย


หลังจากนี้ไปจะต้องให้ภาคเอกชนที่สนใจทั้งรายเก่าและรายใหม่เสนอรูปแบบผลตอบแทนประโยชน์ให้แก่รัฐจะเป็นในรูปแบบไหนขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดให้กับรัฐซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัสก็ได้เพื่อนำไปสู่การคัดเลือกบริษัทที่จะเข้ามาทำการผลิตก๊าซอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันจะทำงานคู่ขนานในการจัดทำบัญชีสิ่งติดตั้งอุปกรณ์การผลิตเพื่อพิจารณาว่าส่วนใดบ้างจะตกเป็นของรัฐเพื่อประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่ซึ่งอาจจะนำไปแปลงเป็นทุนสำหรับการเข้าถือหุ้นกับเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกก็ได้  ทั้งหมดนี้จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี 


รสนายันพีเอสซีเหมาะสม


ส่วนนางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมาธิการด้านพลังงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ออกมาคัดค้านแนวคิดดังกล่าวโดยมองว่าการที่กระทรวงพลังงานยืนยันที่จะใช้ระบบสัญญาสัมปทานกับแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุไม่ใช่แนวทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรเพราะระบบสัมปทานมีจุดอ่อนทำให้ผู้รับสัมปทานมีอำนาจในการต่อรองเหนือกว่ารัฐเห็นได้จากแหล่งที่กำลังหมดอายุผู้รับสัมปทานก็มีข้อเรียกร้องหากไม่ให้รายเดิมได้ต่อสัญญาก็จะลดการลงทุนลงทำให้การผลิตปิโตรเลียมไม่ต่อเนื่อง


อีกทั้งภาคประชาชนที่คัดค้านระบบสัมปทานปิโตรเลียมเห็นว่าในช่วงระยะเวลา 6-7 ปีที่ยังเหลืออยู่ก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุ และผู้รับสัมปทานยังมีสิทธิ์ดำเนินการอยู่ในแหล่งผลิตนั้น รัฐควรจะประกาศให้ชัดเจนว่า จะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี ในช่วงสั้นๆประมาณ 5 ปี ไปก่อน เพื่อให้ทั้ง 2 บริษัท ยังคงมีการลงทุนรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมต่อไป จนกว่ารัฐจะเตรียมการในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต  โดยการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  ที่รัฐถือหุ้น 100% เข้ามาดูแล หลังจากนั้น จึงให้บรรษัทดำเนินการเองภายใต้สัญญารับจ้างผลิต


อย่าใช้ความรู้สึกตัดสิน


ขณะที่นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.ฯเห็นว่า การที่ประเทศจะใช้ระบบอะไรในการตอบแทนผลประโยชน์ให้กับรัฐ นั้นคงไม่สามารถใช้ความรู้สึกของตัวเองมาตัดสินใจได้ แต่จะต้องขึ้นกับความรู้ความสามารถของบุคลากรหรือองค์กรที่มีความชำนาญและรอบรู้กับสิ่งเหล่านั้น เหมือนกับกรณีที่ต้องผ่าท้องคลอดลูกแพทย์จะต้องพิจารณาก่อนว่าจะผ่าแนวขวางหรือผ่าแนวตั้งเพื่อให้คนไข้ปลอดภัยสูงสุดซึ่งก็เหมือนกับผลประโยชน์ตอบแทนรัฐผู้ที่เชี่ยวชาญจะทราบว่าจะใช้ระบบอะไรที่ประเทศชาติไม่เสียเปรียบและผลประโยชน์ตกกับรัฐมากที่สุดโดยที่เอกชนยังมีการลงทุนต่อเนื่องได้


ถึงวันนี้คงต้องขึ้นกับการตัดสินใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างไรและมีระยะเวลาเพียงพอที่จะตัดสินใจหรือไม่เพราะพิจารณาจากข้อมูลของกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนแล้วหากรัฐบาลไม่เร่งให้เกิดความชัดเจนภายในปีนี้และไม่สามารถนำไปสู่การลงนามในสัญญาผลิตปิโตรเลียมต่อไปได้ในปีหน้าปัญหาที่ตามมาเอกชนก็จะชะลอการลงทุนกำลังการผลิตก๊าซจะลดลง และหากไม่มีการลงทุนในช่วง 5 ปี ก่อนหมดอายุสัมปทาน ประเทศจะสูญเสียการผลิต 2.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทน จะทำให้ประเทศเกิดสูญเสียรายได้
จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมกว่า 3.5 แสนล้านบาท ค่าใช้จ่ายที่จะสูงขึ้นจากการนำเข้าแอลเอ็นจี และวัตถุดิบปิโตรเคมีกว่า 3.5 แสนล้านบาท และจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนจากราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอีก 90 สตางค์ต่อหน่วย หากเป็นจริงเช่นนี้ ประชาชนควรจะฝากความหวังไว้ที่ฝ่ายใด



ปตท. ไพรินทร์ ชูโชติถาวร สัมปทานปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พวงทิพย์ ศิลปศาสตร์