กลัวขาดทุนจิตวิทยาพาจน

17 January 2018






เราคงเคยได้ยินคำพูดที่พูดกันว่าคนจนเล่นหวยคนรวยเล่นหุ้น ซึ่งพอฟังดูแล้วเหมือนกับว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นเป็นแหล่งการพนันของผู้มีฐานะ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างแรง ตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นมิได้เป็นการพนัน แต่เป็นตลาดที่แลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของหรือหุ้นส่วนของกิจการ และกิจการเหล่านั้นก็มีการทำมาหากินสร้างรายได้ กำไร และปันผลออกมาทุกๆ ปี

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่ากิจการต่างๆในตลาดนั้นมีการเติบโต หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเป็น positive sum game กล่าวคือ หากรวมผลได้ผลเสียของนักลงทุนซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งกำไรและขาดทุนของทุกๆคนแล้ว ผลรวมจะเป็นบวกกล่าวคือส่วนรวมยังรวยขึ้น มั่งคั่งขึ้น ซึ่งต่างกับการพนันหรือลอตเตอรี่ที่เป็น negative sum game หรือเมื่อรวมผลได้ผลเสียของผู้เล่นทุกๆ คนแล้ว ผลรวมจะเป็นลบคือโดนกินมากกว่ารางวัลที่จ่ายออกมา

ทั้งๆที่รู้ว่าโอกาสถูกหวยน้อย รวมแล้วติดลบมีเจ้ามือกำไรอยู่คนเดียว ซึ่งต่างจากการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว แล้วทำไมคนถึงชอบเล่นหวยแต่ไม่นิยมลงทุนในหุ้นกันล่ะ? แม้แต่ในกลุ่มที่มีฐานะขึ้นมาหน่อยเริ่มมีเงินออมเงินเก็บก็นิยมฝากแบงก์รับดอกเบี้ยมากกว่าไปลงทุนในหุ้น เมื่อไปถามส่วนใหญ่จะตอบว่า “กลัวขาดทุน”

นักเศรษฐศาสตร์จึงหันมาให้ความสนใจศึกษาจิตวิทยาที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนของคน พบว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่จะเลือกเอาของที่ได้แน่ๆ แม้ผลตอบแทนน้อยมากกว่าการเสี่ยงที่มีโอกาสสูงว่าได้มากกว่า

ลองยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้าลองให้เลือกระหว่าง กรณีแรกที่ได้เงินแน่นอน 7,000 บาท กับกรณีที่ 2 ให้ไปจับสลากที่มีโอกาส 75% ที่จะได้เงิน 10,000 บาท คนส่วนใหญ่จะเลือกเอา 7,000บาท แม้ในทางคณิตศาสตร์แล้วโอกาส 75% ที่จะได้เงิน 10,000 บาทนั้นให้ผลตอบแทนทางคณิตศาสตร์เท่ากับ 7,500 บาทซึ่งสูงกว่า

ในทางกลับกัน มนุษย์มักเลือกที่จะเสี่ยงกับโอกาสน้อยๆ ที่จะได้ผลตอบแทนสูง แทนการที่จะได้รับผลตอบแทนแน่แต่น้อย ยกตัวอย่างคือ ถ้าให้เลือกระหว่าง (1)ได้เงิน 120 บาทแน่ๆ กับ (2) การลุ้นสลากที่มีโอกาส 1% ที่จะได้เงิน 10,000 บาท คนส่วนใหญ่จะเลือกลุ้นได้เงิน 10,000 บาท ทั้งๆที่การเสี่ยงโชคให้ผลตอบแทนทางคณิตศาสตร์เท่ากับ 100 ซึ่งน้อยกว่าการได้ 120 บาทแน่ๆ

จากตัวอย่างข้างบนเราจะเห็นชัดเลยว่าจิตวิทยามีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการลงทุน เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ใช้อารมณ์ตัดสินใจโดยไม่ได้คำนวณตามทฤษฎีทางคณิตศาสตร์อย่างแม่นยำทุกครั้ง ถึงแม้ว่าคำนวณแล้วก็รู้ว่าการเสี่ยงให้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่ก็ยังเลือกที่จะไม่เสี่ยง ในสภาพแวดล้อมที่ผลตอบแทนพอประมาณเช่นในอดีตที่ดอกเบี้ยธนาคารสูง 3-4% คนส่วนใหญ่มักจะเลือกผลตอบแทนที่แน่นอนแทนการไปลงทุนในหุ้นที่ผลตอบแทนสูงกว่าแต่ไม่แน่นอน พอสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปผลตอบแทนลดตํ่าลงมากคนจะเลือกไปเสี่ยงโชคมากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้เราก็กำลังเผชิญมันอยู่ในปัจจุบัน ที่พอดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลลดตํ่าลงมาก ผู้ออมเงินหลายท่านก็เริ่มพิจารณาทางเลือกการลงทุนอื่นๆ มากขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า search for yield ซึ่งในบางกรณีอาจมีความเสี่ยงอย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาเตือนกันอยู่เนืองๆ ในมุมของอุตสาหกรรมการลงทุนแล้ว

เรามองว่าการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในสัดส่วนที่พอประมาณและมีการกระจายตัวของการลงทุนนั้นเป็นสิ่งดี เพราะผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวสูงกว่าการฝากเงินหรือการซื้อพันธบัตร และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อสังคมไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราก็หวังว่าผู้ออมหรือนักลงทุนจะได้มีเงินเพียงพอในวัยชรา ยามเกษียณไม่มีรายได้แล้วสามารถดูแลตนเองได้ไม่เป็นภาระกับผู้อื่น สังคม หรือภาครัฐ

จำไว้นะครับ อย่ากลัวที่จะเสี่ยงกับการลงทุน หรือแม้การขาดทุนบ้างในระยะสั้น แต่พวกเราควรกลัวที่จะมีเงินไม่พอใช้ในยามแก่ตัวลงและเราก็ต้องตระหนักให้ดีว่าจิตวิทยาของเราอาจบิดเบือนให้เราตัดสินใจ เลือกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนน้อยแต่ชัวร์ ทั้งๆ ที่มีผลตอบแทนที่ดีกว่าแต่ต้องเสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนนะครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,331 วันที่ 14 - 17 มกราคม พ.ศ. 2561


ขาดทุน จิตวิทยา