นายกฯดันระเบียบศก.อนุภูมิภาคเชื่อมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน

10 January 2018






นายกรัฐมนตรี เสนอผลักดันระเบียบเศรษฐกิจอนุภูมิภาคเชื่อมโยงหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (BRI) ของจีน ในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 2

วันนี้ (พุธ 10 มกราคม 2561) ณ สำนักนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา (Peace Palace) กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง ครั้งที่ 2 (the Second Mekong-Lancang Cooperation (MLC) Leaders’ Meeting ภายใต้หัวข้อ “แม่น้ำแห่งสันติภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรา” (Our River of Peace and Sustainable Development)



โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอีก 5 ประเทศร่วมประชุมด้วย ได้แก่นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นาย มิ้นต์ ส่วย รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นาย เหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม



โดยพลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมกัมพูชาและจีนที่เป็นประธานร่วมในการจัดการประชุม แม้กรอบความร่วมมือแม่โขง- ล้านช้าง (MLC) จัดตั้งในระยะเวลาเพียงไม่นานแต่ได้พัฒนาการตามเจตนารมณ์ของผู้นำที่ตั้งใจทำให้กรอบความร่วมมือ MLC เป็นกรอบความร่วมมือที่เน้นการดำเนินการจริง (Framework of actions) ไม่ใช่กรอบแห่งการเจรจาหารือหรือ talk shop โดยไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามปฏิญญาซานย่า ที่เน้นหลักการว่าด้วยความเท่าเทียมกัน ความสมัครใจ การมีส่วนร่วม และชื่นชมจีนที่ประกาศจะให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากที่เคยประกาศไว้ในการประชุมผู้นำครั้งที่ 1 เมื่อ 13 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับภารกิจที่ท้าทาย คือ การกำหนดวิสัยทัศน์ของกรอบ MLC เพื่อความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งแนวทางความร่วมมือที่มุ่งผลลัพธ์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้งสาขาความร่วมมือที่มีความสำคัญเร่งด่วน 5 สาขา ภายใต้การทำงานของ 6 คณะทำงาน การดำเนินโครงการระยะเริ่มแรก (Early Harvest) รวมทั้งการอนุมัติในโครงการต่าง ๆ แล้ว จำนวน 132 โครงการ จากโครงการที่เสนอทั้งหมด 250 โครงการ การจัดตั้งสำนักเลขาธิการและศูนย์ประสานงาน แม่โขง-ล้านช้างในแต่ละประเทศสมาชิก การจัดตั้งศูนย์ด้านทรัพยากรน้ำ ศูนย์ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม และ



การสร้างเครือข่ายทางวิชาการ Global Center for Mekong Studies เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความร่วมมือระหว่างสมาชิก อันจะนำไปสู่การไปมาหาสู่ระหว่างประชาชน และการเป็นสายน้ำแห่งความเข้าใจกัน ซึ่งกรอบ MLC มีลักษณะที่พิเศษที่แตกต่างจากกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอื่น ๆ คือ เป็นกรอบความร่วมมือเดียวที่มีสมาชิกทั้งจากแม่น้ำโขงตอนบน (ล้านช้าง) และแม่น้ำโขงตอนล่าง รวมทั้งหลักการที่เห็นพ้องกัน คือ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและทุกระดับ (inclusiveness) และความสมัครใจตามหลักฉันทามติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเสนอทิศทางของความร่วมมือในอนาคต ดังนี้ ประการแรก กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ควรส่งเสริมให้อนุภูมิภาคนี้มีความทันสมัย ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม มีความเป็นเลิศด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมนุษย์ และลดช่องว่างทางการพัฒนาระหว่างกัน


ประการที่สอง เป็นกลไกหลักสนับสนุนให้อนุภูมิภาคนี้ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก ซึ่งประเทศสมาชิกมีพื้นฐานเศรษฐกิจเป็นภาคการเกษตร จึงต้องร่วมกันสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทันสมัย โดยรัฐบาลไทยกำลังเร่งพัฒนาพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลและตลาดโลกผ่านโครงการดิจิตอลชุมชนและอินเตอร์เน็ตประชารัฐโดยร่วมกับภาคเอกชน และการให้ความสำคัญกับกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) โดยมีกองทุนสนับสนุนและให้ข้อมูล และได้มีการจัดงาน Startup Thailand ซึ่งเป็นงานระดับนานาชาติที่มีหลายประเทศหลายบริษัทให้ความสนใจเข้าร่วม

ประการที่สาม การเชื่อมโยงในภูมิภาคหรือ connectivity เป็นเครื่องมือสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยไม่ละเลยกลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกล รวมทั้งการเข้าถึงของภาคประชาสังคมด้วย ซึ่งไทยมีบทบาทแข็งขันในการจัดทำแผนแม่บทด้านความเชื่อมโยงทั้งในกรอบ ACMECS , ASEAN , BIMSTEC และ IORA สนับสนุนการเชื่อมโยงทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกฎระเบียบเพื่อการค้าและการลงทุน และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน ไทยสนับสนุนข้อริเริ่มของจีน ในการจะจัดทำแผนแม่บทด้านความเชื่อมโยงของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ซึ่งจะช่วยให้อนุภูมิภาคเชื่อมโยงเข้ากับนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางของจีน หรือ BRI และเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน


ประการที่สี่ ไทยสนับสนุนการจัดทำระเบียงเศรษฐกิจแม่โขง – ล้านช้าง และผลักดันให้ระเบียงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคเชื่อมต่อเข้ากับระเบียงเศรษฐกิจของ BRI ทั้งกรอบทวิภาคีและ GMS ทั้งแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (EWEC) แนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (NSEC) แนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (SEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านตะวันออกของไทย (EEC) โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจจีน-อินโดจีน ยังสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย + 1 ซึ่งสนับสนุนการลงทุนและการค้าแบบบูรณาการ การผลิตร่วมกัน และขยายการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานกับตลาดภายนอก โดยเริ่มต้นจากกลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป สินค้าอุปโภค และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการลงทุนด้านการเชื่อมโยงและการคมนาคม และการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งทั้ง 6 ประเทศต้องหารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความเชื่อมโยงตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งด้านความต้องการพื้นฐาน การตระหนักรู้ การเข้าถึงทรัพยากรและการศึกษา ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งของบุคลากร ให้สอดคล้องกับสังคมแห่งการเรียนรู้

ประการที่ห้า ไทยเห็นพ้องกับจีนที่เสนอให้ขยายสาขาความร่วมมือของกรอบ MLC จาก 3+5 เป็น 3+5+X โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพร้อมของประเทศสมาชิกทุกประเทศ และ “จิตวิญญาณแห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” โดยสาขาที่สามารถขยายความร่วมมือร่วมกันในอนาคตได้แก่ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการศึกษา เป็นต้น


ไทยยังให้ความสำคัญความร่วมมือด้านน้ำ เพราะเชื่อว่า น้ำเป็นปัจจัยร่วมที่สำคัญในลำดับต้น ที่จะส่งเสริมให้มีความร่วมมือที่ใกล้ชิด ทั้งด้านการเมือง การส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำท่วมและน้ำแล้งในประเทศลุ่มน้ำ ซึ่งจะนำมาสู่การพัฒนาการที่ยั่งยืนและความสุขสงบและสันติภาพของประเทศลุ่มน้ำโขง กรอบความร่วมมือ MLC และ MRC (Mekong River Commission) ต้องมีความเชื่อมโยงมากขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างครอบคลุม ครบวงจรและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ไทยยินดีจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานด้านทรัพยากรน้ำในปีนี้ (ค.ศ. 2018)และพร้อมสนับสนุนให้แม่น้ำโขง เป็นสายน้ำแห่งสันติภาพ และมีความยั่งยืนต่อการพัฒนาของประชาชนในลุ่มน้ำโขงมากที่สุด ต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อสร้าง “แม่น้ำแห่งสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” แม่น้ำโขงจะเป็นแม่น้ำตัวอย่าง และ MLC จะเป็นกรอบความร่วมมือต้นแบบ ที่สอดรับเป้าประสงค์ของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติปี ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) อย่างเป็นรูปธรรม


ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ไทยในฐานะประธาน ACMECS ในปีนี้ ขอขอบคุณจีนที่สนับสนุนประเทศสมาชิกแม่โขง-ล้านช้าง ซึ่งเป็นสมาชิก ACMECS และกำลังจัดทำแผนแม่บท ACMECS ซึ่งจะเป็นแผนแม่บทฉบับแรกของอนุภูมิภาค โดยจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless) การเชื่อมโยงประสานแนบชิด (Synchronized) และการเชื่อมโยงที่ทันสมัยและยั่งยืน (Smart and Sustainable) ทั้งนี้ แผนแม่บท ACMECS และปฏิญญากรุงเทพ จะปรากฏผลเป็นรูปธรรมในอีก 6 เดือนข้างหน้า เชื่อว่า ACMECS จะเกื้อหนุนกรอบแม่โขง-ล้านช้าง โดยจะเป็นตัวเชื่อมประเทศลุ่มน้ำโขงเข้ากับ BRI อันจะนำไปสู่โครงสร้างห่วงโซ่มูลค่าของโลกต่อไป



เมียนมา จีน กัมพูชา ไทย ล้านช้าง แม่โขง BRI