สภาผู้ส่งออกนัดถกธปท.หารือบาทแข็ง 12 ม.ค.นี้

9 January 2018






สภาผู้ส่งออกนัดถก ธปท.หารือบาทแข็ง 12 ม.ค.นี้ วอนรัฐชะลอปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์



-9 ม.ค. 61-นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า  ในวันที่ 12 ม.ค.นี้ทางผู้บริหาร สรท.ได้นัดหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ถึงทิศทางค่าเงินบาท หลังมีแนวโน้มอาจจะแข็งค่าต่ำกว่า 32 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งในอดีตเคยลงไปต่ำถึง 28 บาทต่อดอลลาร์ฯ

"หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องบริหารให้เกิดความสมดุล หากค่าเงินจะปรับเปลี่ยน ก็ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค ไม่ผันผวนมาก" นางสาวกัณญภัค กล่าว

พร้อมมองว่า ทิศทางค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่ำกว่า 32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งในอดีตเคยลงไปต่ำสุดที่ 28 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการขยายตัวของการส่งออก, การขยายตัวของการท่องเที่ยวที่ทำให้เงินต่างไปไหลเข้าประเทศ ซึ่งจะต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ หรือการนำเข้าวัตถุดิบ ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนค่าเงินควรอยู่ในระดับ +-5%

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนกังวล คือ ปัญหาค่าเงินบาทผันผวน เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 61 หากไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างรุนแรง"

"สรท.คาดการส่งออกของไทยในปี 2561 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5.5% หรือมีมูลค่าประมาณ 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่คาดการณ์จีดีพีจะขยายตัวได้ 4%หรือมีมูลค่าประมาณ 15.5 ล้านล้านบาท ดังนั้นหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1 บาทต่อดอลลาร์จะทำให้รายได้ส่งออกหายไปกว่า 2.3 แสนล้านบาท และยังจะส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรม ซัพพลายเออร์ และห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวม ๆกันแล้วจะกระทบต่อรายได้ส่งออกในภาพรวมหายไปถึง 7.9 แสนล้านบาท"นายคงฤทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ สรท.เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะต้องรักษาเสถียรภาพค่าเงินให้อยู่ในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค โดยมีข้อเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในระยะสั้นและระยะกลาง ที่ขอให้มีมาตรการควบคุมการออกพันธบัตรระยะสั้น, มาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นเพื่อการเก็งกำไรค่าเงิน

พร้อมกันนี้ สรท.ขอทราบรายงานการไหลเข้า-ออกของเงินแบบรายวัน เพื่อให้ผู้ประกอบการรับทราบสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด ขณะที่มีข้อเสนอระยะสั้นและระยะกลางต่อกระทรวงการคลัง โดยขอให้นำเงินสำรองของประเทศที่อยู่ในระดับสูง มาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โครงการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) เพื่อลดการกู้ยืมเงินทุนจากต่างประเทศ

โดยในส่วนของผู้ประกอบการเองนั้น ในระยะสั้นควรจะศึกษาและบริหารจัดการโครงสร้างต้นทุนราคาสินค้า วัตถุดิบ, ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ป้องกันความเสี่ยงทุกครั้ง, ใช้สกุลเงินท้องถิ่นที่เข้าไปลงทุน ส่วนระยะกลาง ควรหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่า และเร่งนำเข้าเครื่องจักร

ด้านนายชัยชาญ เจริญสุข เลขาธิการ สรท. กล่าวถึงข้อเสนอเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า รัฐบาลควรชะลอการปรับขึ้นค่าแรงออกไปก่อน 1 ปี เนื่องจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำของไทยขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ หากมีการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อกิจการที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคการเกษตรและเอสเอ็มอี  


ธปท. สภาผู้ส่งออก บาทแข็ง