ปี 61 คอนโดเปิด 5.5 หมื่นยูนิต เน็กซัสฯชี้กลุ่มทุน-ลูกค้าฮ่องกง จีน ญี่ปุ่นรุกมิกซ์ยูส

27 December 2017






เน็กซัสมองแนวโน้มตลาดคอนโดปี61 อุปทานยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นอีกไม่ตํ่ากว่า 5.5 หมื่นหน่วย เน้นพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน ด้านราคาปรับอีก 5-6% ลักชัวรียังคงมาแรง แนะจับตากลุ่มทุน และลูกค้าจากฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น

นางนลินรัตน์ เจริญ
สุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เผยผลวิจัยตลาดคอนโด มิเนียมในกรุงเทพฯว่า ในปี 2560 เป็นปีที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และรายใหม่เดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง จนอุปทานเสนอขายใหม่ในภาพรวมสูงถึง 62,700 หน่วย จาก 128 โครงการ ถือเป็นปีที่มีจำนวนห้องชุดออกสู่ตลาดมากที่สุดในรอบ 10 ปี และยังเป็นปีที่มีห้องชุดเปิดตัวใหม่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยที่เปิดตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถึง 15% (ห้องชุดที่เปิดตัวใหม่ในปี 2556-2560 มีอัตราเฉลี่ย 5.36 หมื่นหน่วย
ต่อปี) ส่งผลให้มีจำนวนสะสมห้องชุดรวมทั้งตลาดถึง 5.5 แสนหน่วย

ทำเลที่มีอุปทานเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. พระโขนง-สวนหลวง จำนวน 
1.44 หมื่นหน่วย หรือ 23% 2. พญาไท-รัชดาภิเษก จำนวน 1.32 หมื่นหน่วย หรือ 21% และ 3. ธนบุรี -เพชรเกษม จำนวน 8,900 หน่วย หรือ 14% โดยทั้งหมดคิดเป็นจำนวนหน่วยมากกว่า 58% ของคอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่ทั้งหมด

นลินรัตน์ เจริญ
สุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด



สำหรับแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมปี 2561 ในแง่ของอุปทานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกไม่
ตํ่ากว่า 5.5 หมื่นหน่วย หรือ 10% โดยกรุงเทพฯชั้นใน และเขตรอบกรุงเทพฯชั้นใน จะเป็นทำเลที่มีอุปทานใหม่เกิดขึ้นมาก ในขณะที่กรุงเทพฯชั้นนอกจะมีจำนวนโครงการที่เปิดใหม่ไม่มากนัก แต่จะมีจำนวนหน่วยต่อโครงการค่อนข้างมาก สำหรับความต้องการห้องชุด จะยังคงเติบโตขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกันกับอุปทาน ซึ่งจะส่งผลทำให้ห้องชุดในตลาดคงเหลือประมาณ 5.8-6 หมื่นหน่วยในปี 2561

ด้านระดับราคาคอนโด มิเนียมในตลาดกรุงเทพฯชั้นในคาดว่าจะปรับตัวขึ้นอีกอย่างน้อย 11% ในขณะที่ตลาดเขตรอบกรุงเทพฯชั้นใน และตลาดรอบนอก ราคาจะปรับตัวขึ้นอีกประ มาณ 5-6% ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยของตลาดปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 8%

“ปี 2561 จะเห็นแนวโน้มในการพัฒนาคอนโดมิเนียมทุกกลุ่ม และเข้าไปอยู่ในซอยเล็ก เป็นตึก 7-8 ชั้นมากขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากที่ดินริมถนนใหญ่หายาก และราคาจะยังคงขยับตัวสูงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง”

โดยตลาดกลุ่มซูเปอร์ลักชัวรี และลักชัวรี ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายใหม่ๆ ยังคงให้ความสนใจกับตลาดนี้ แนวโน้มด้านราคาคาดว่าจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อจะขยายวงกว้างออกไปยังตลาดต่างชาติ โดยกลุ่มต่างชาตินี้จะมีทั้งที่ซื้อไว้ลงทุน และซื้อ
ไว้เพื่อเป็นที่บ้านหลังที่ 2 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเข้ามาของต่างชาตินั้น นอกจากจะเข้ามาในฐานะผู้ซื้อแล้ว ยังเข้ามาในภาพของผู้ร่วมทุนอีกด้วย

ขณะที่ตลาดไฮเอนด์ ผู้พัฒนาโครงการส่วนใหญ่ จะเป็นรายใหญ่ที่หาซื้อที่ดินทำเลติดรถไฟฟ้ากลางเมืองได้ แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้จะมีผู้ซื้อในวงจำกัด ส่วนตลาดคอนโดฯระดับกลาง ยังคงเป็นโครงการที่อยู่บริเวณรอบใจกลางเมือง อยู่ใกล้รถไฟฟ้า จะเป็นตลาดที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีรายได้ที่มั่นคง ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่จริง ทำให้ผู้พัฒนาสินค้ามีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา ให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง

สำหรับตลาดซิตีคอนโดฯ เงื่อนไขด้านราคายังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้ซื้อ 
ดังนั้น ผู้ประกอบการควรต้องบริหารต้นทุนให้ดี เพื่อให้ได้ราคาขายที่ดี ทั้งยังต้องพิจารณาไปจนถึงเรื่องเงื่อนไขการจ่ายเงินของลูกค้า และการผ่อนชำระกับทางธนาคารที่ไม่กระทบกระเทือนค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อมากนัก

นางนลินรัตน์กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนด้านที่อยู่อาศัยว่า จะเห็นการพัฒนาโครงการแบบผสมผสาน (Mixed-used) เพื่อกระจายความเสี่ยงในการพัฒนาโครงการ ลดการแข่งขันทางธุรกิจมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทต่างชาติยังให้ความสนใจร่วมลงทุนกับผู้พัฒนาโครงการในไทยทั้งรายใหญ่และรายย่อยหลายโครงการ จะนำเงินลงทุนและเทคโนโลยีเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการ โดยกลุ่มร่วมทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจนั้น มีมาจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ในขณะเดียวกันนักลงทุนรายย่อยต่างชาติที่ซื้อห้อง เพื่อลงทุนระยะยาวและปล่อยเช่า ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,325 วันที่ 24 - 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560


คอนโด มิ๊กซ์ยูส