เร่งศูนย์ซ่อมทีจี-แอร์บัสลงทุนหมื่นล.

20 December 2017






“สมคิด” วางไทม์ไลน์บินไทยร่วมทุนแอร์บัส ผุดศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา ไตรมาสแรกปีหน้า ตั้งเป้าจ่อเซ็นสัญญาร่วมทุนช่วง “บิ๊กตู่” บินฝรั่งเศสดันไทยเป็นฮับการบิน หลังผลศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ คืนทุนใน 11 ปี ใช้งบลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาท

หลังจากการบินไทยและบริษัทแอร์บัสได้ลงนามในบันทึกว่าด้วยความเข้าใจ(เอ็มโอยู) เพื่อประเมินความเป็นไปได้สำหรับการพัฒนาโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 จนนำมาซึ่งผลลัพธ์ของการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งรูปแบบการลงทุนที่ชัดเจน คุ้มค่า และเป็นไปได้ ล่าสุดทั้ง 2 ฝ่าย จึงมีการลงนามในสัญญาความร่วมมือ เพื่อประเมิน โอกาสทางธุรกิจของโครงการดังกล่าว เพื่อหวังจะนำไปสู่การทำสัญญาร่วมลงทุนต่อไป

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เผยว่า ขณะนี้ได้วางกรอบเวลาให้ทั้งการบินไทยและแอร์บัสเร่งศึกษาโอกาสทางธุรกิจของโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา(MRO)ในกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้น โดยหวังจะผลักดันให้เกิดการทำสัญญาการร่วมลงทุน (Joint Venture Agreement) ภายในไตรมาสแรกปี 2561 เนื่อง จากการทำ (เอ็มโอยู) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้ผลออกมาแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิด MRO ในสนามบินอู่ตะเภาได้จึงอยากให้เกิดการร่วมลงทุนโดยเร็ว

อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวยังสอดรับกับช่วงที่นายกรัฐมนตรีจะไปฝรั่งเศส เชื่อมสัมพันธ์เศรษฐกิจตามอียู คอมมิสชัน ซึ่งการร่วมทุนที่จะเกิดขึ้น ไทยจะเป็นแลนด์มาร์กสำคัญด้านศูนย์กลางทางด้านการบินหรือ เอวิเอชัน ฮับ และการผลักดันระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีทั้งการผลักดันให้เกิดการร่วมทุน จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการบินและการท่องเที่ยว รองรับจำนวนเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ รวมถึงการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยที่วันนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยกว่า 35 ล้านคนและจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในพิธีลงนามเอ็มโอยู สัญญาความร่วมมือ เพื่อประเมินโอกาสในการพัฒนาโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาระหว่างการบินไทยกับบริษัทแอร์บัส เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560



ดังนั้นเพื่อให้เกิดการร่วมทุนได้ภายในไตรมาสแรกปีหน้า ได้บอกให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปเร่งศึกษา อยากให้เลือกมาก่อนว่าอันไหนทำก่อนหลัง จะได้เร่งดำเนินการได้ ไม่อยากให้ต้องรอการศึกษาไปเรื่อยๆหรือยาวนานเกินไป อย่างบางเรื่องก็สามารถดำเนินการได้ก่อน เช่น เรื่องของการฝึกอบรมช่างบำรุงอากาศยาน ที่ก็สามารถดำเนินการได้ก่อน ซึ่งการบินไทย จะไปหาสถานที่ในการฝึกอบรมบุคลากร ส่วนแอร์บัส ก็จะจัดหาเรื่องของซอฟต์แวร์ให้ เรื่องนี้ก็สามารถดำเนินการได้ทันที”

นอกจากนี้ยังได้หารือร่วมกันถึงการทำเอวิเอชัน ฮับที่ครบวงจร อย่างเรื่องของซัพพลายเชนอุปกรณ์การบินการรองรับปริมาณฝูงบินที่ครอบคลุม ที่ไทยจะได้เป็นเซ็นเตอร์ในเรื่องนี้ โดยดึงสายการบินบางสายมาร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อส่งเสริมโครงการนี้ด้วย

ด้านร.ท.รณชัย วงศ์ชะอุ่ม ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในขณะนี้ทางการบินไทย ได้รายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการMRO ให้คณะกรรมการ อีอีซี พิจารณาแล้วเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ PPP

โครงการนี้ใช้เงินลงทุนราว 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งทางรัฐบาลโดยกองทัพเรือ(ทร.) จะเป็นผู้ลงทุนสิ่งปลูกสร้างและงานโยธา วงเงินราว 7 พันล้านบาท ส่วนอีก 4 พันล้านบาท เป็นการลงทุนระหว่างแอร์บัสและการบินไทยในสัดส่วน50:50 ซึ่งเป็นการลงทุนเรื่องของอุปกรณ์ เครื่องมือในสมาร์ท แฮงการ์ ซึ่งทางเอกชนจะจ่ายค่าเช่าให้ทร. 3% ของเงินลงทุนในส่วนที่ภาครัฐลงไป และรายได้จากการดำเนินงาน ในสัดส่วน 1% ของรายได้

โดยโครงการ MRO จะประกอบไปด้วย 7 กิจกรรม อาทิ การซ่อมใหญ่ การซ่อมบำรุงอากาศยานระดับลานจอด การพ่นสีอากาศยาน การจัดตั้งโรงซ่อมชิ้นส่วนวัสดุอากาศยานแบบผสมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่อให้เป็นโรงซ่อมอากาศยานอัจฉริยะ หรือ Smart Hangar โดยโครงการนี้จะคืนทุนใน 11 ปี และมีผลตอบแทนจากลงทุนไม่ตํ่ากว่า 13% และจากการที่รองนายกสมคิด เร่งให้เกิดการร่วมทุนภายในไตรมาสแรกปีหน้า ก็ช่วยเร่งรัดเวลาให้เกิดการร่วมทุนได้ภายในช่วง 3 เดือนจากเดิมที่คาดว่าต้องใช้เวลากว่า 2 ปี คาดว่าเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2564 ปีแรกจะรองรับการซ่อมใหญ่เครื่องบินได้ 50-60 ลำ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,323 วันที่ 17 - 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560


การบินไทย แอร์บัส ทีจี ศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา ศูนย์กลางทางด้านการบิน