ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปิดท่อขนส่งน้ำมันดิบจากแคนาดามายังสหรัฐฯ

27 November 2017






ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการปิดท่อขนส่งน้ำมันดิบจากแคนาดามายังสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมัน  ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560

+ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี  หลังท่อขนส่งน้ำมันดิบ Keystone ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากแคนาดาไปยังสหรัฐฯ ปิดซ่อมบำรุงฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังพบน้ำมันดิบรั่วไหลโดยระยะเวลาการปิดซ่อมบำรุงยังไม่เป็นที่แน่ชัด

+/- ตลาดคาดการณ์ว่าผู้ผลิตน้ำมันดิบกลุ่ม OPEC และ non-OPEC จะตัดสินใจยืดระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไปในการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย. นี้ อย่างไรก็ดี เจพีมอร์แกนประเมินว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจเลื่อนออกไปหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงสูงกว่า 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

- นอกจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 9.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะกดดันการตัดสินใจการต่อระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC และ non-OPEC แล้ว การเสนอขายหุ้นใหม่ต่อสาธารณชน (IPO) ของบริษัท Saudi Aramco ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ซาอุดิอาระเบียตัดสินใจหันกลับมาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอีกครั้ง

- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ประกอบกับรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ บางรายยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสิงคโปร์ลดลงร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังที่ Fujairah ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีปริมาณลดลงร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า คงเหลืออยู่ที่ 1.531 ล้านบาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้


ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 56-61 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 61-66  เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง


จับตาการประชุมโอเปกในวันที่ 30 พ.ย. 60 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ว่ากลุ่มผู้ผลิตจะขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไปเท่าใดจากเดิมที่สิ้นสุดในเดือน มี.ค. 61 โดยซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้มีการออกมากล่าวสนับสนุนการลดการผลิตออกไป 9 เดือนถึงเดือน ธ.ค. 61 เพื่อเป็นการลดปริมาณน้ำมันคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD Oil Stocks) ลงสู่ระดับเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับนักวิเคราะห์โดยส่วนใหญ่ที่คาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ผลิตจะขยายระยะเวลาของข้อตกลงออกไปอีก 9 เดือน หลังปริมาณน้ำมันน้ำมันคงคลังล่าสุดในเดือน ก.ย. ยังสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ประมาณ 154 ล้านบาร์เรล

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอุปทานน้ำมันดิบจะตึงตัวมากขึ้น จากเหตุการณ์การกวาดล้างคอรัปชั่นภายใต้การนาของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎหราชกุมารของซาอุดิอาระเบีย เหตุการณ์ดังกล่าวนับปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพทางการเมืองในซาอุฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง

ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับขึ้นหลักๆ มาจากการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์กำลังการผลิตน้ำมันดิบจาก Shale oil ในเดือน ธ.ค. มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน โดยคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 80,000 บาร์เรลต่อวัน แตะระดับ 6.17 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ที่มา : บมจ.ไทยออยล์


 

 


ราคาน้ำมัน ไทยออยล์ น้ำมันดิบ แคนาดา สหรัฐฯ