‘ทาลิส’แนะเลี่ยงหุ้นเก็งกำไรสูง รับมือเหตุไม่คาดคิด มุ่งหุ้นค้าปลีก-สินเชื่อบุคคลโตดี

24 November 2017






บลจ.ทาลิสฯ มองหุ้นปีหน้า 1,600-1,900 จุด ชี้จีดีพีไทยแตะ 4% ดึงดูดต่างชาติ พร้อมเตือนนักลงทุนกอดหุ้นพื้นฐานดีกำไรโตต่อเนื่อง เลี่ยงหุ้นปูดข่าวเก็งกำไรสูง รับมือกรณีเกาหลีเหนือ

นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส จำกัด เปิดเผยว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2561 ยังมีทิศทางเป็นบวกตามการขยายตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดว่าจะเติบโต 10% รวมทั้งเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวขึ้นชัดเจน หากทางการประกาศตัวเลขจีดีพีเติบโต 4% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ไตรมาส เป็นสัญญาณที่ดีส่งไปยังนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากที่ผ่านมาจีดีพีไทยจะขยายตัวในระดับ 3% ต้นๆ ซึ่งน้อยกว่าจีดีพีโลก

ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส จำกัด



อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการเติบโตของจีดีพีไทยจะแกว่ง เติบโตไม่ต่อเนื่องบางปีเติบโตสูงและบางปีโตค่อนข้างตํ่า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายจึงทำงานไม่ต่อเนื่อง เป็นสาเหตุทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนระยะยาวไม่เข้ามาลงทุนในหุ้นไทย จะมีแต่นักลงทุนระยะสั้นที่เข้ามาเก็งกำไรมากกว่า ซึ่งหากในอนาคตประเทศไทยสามารถรักษาการเติบโตของจีดีพีให้มีเสถียรภาพระดับ 3-4% ซึ่งสูงกว่าจีดีพีโลกได้ต่อเนื่อง 5 ปี จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

นายประภาส กล่าวว่า ในส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นแม้ปี 2561 ยังมีทิศทางเป็นบวก แต่นักลงทุนควรเน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมีกำไรเติบโตต่อเนื่องติดต่อกัน เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดปรับตัวลดลง เช่น กรณีเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นจะส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงหนัก จึงแนะนำเลี่ยงหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสข่าว ซึ่งเห็นได้จากสัญญาณการปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง โดยที่ปัจจัยพื้นฐานหุ้นไม่ได้เปลี่ยน เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีกำไรชั่วคราวซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุน เพราะเวลาหุ้นปรับตัวลงจะลงอย่างรวดเร็ว

“จากข้อมูลในอดีตพบว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมักมีเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบทุกๆ รอบวัฏจักรหรือปีที่ลงท้ายด้วย 7 เช่นปี 1987, 1997 หรือข้ามไปปี 2008 ซึ่งปีนี้ 2017 แม้ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น แต่ปีหน้ายังมีความเสี่ยงจากกรณีเกาหลีเหนือ ดังนั้นแม้มองหุ้นจะไปต่อได้ร้อนแรงแต่ต้องรับความเสี่ยงไว้ด้วย จึงแนะนำเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐาน โดยคาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,600-1,900 จุด พี/อี 15-18 เท่า” นายประภาส กล่าว

สำหรับกลุ่มหุ้นที่แนะนำต้องเป็นหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรต่อเนื่อง เช่น กลุ่มค้าปลีกและกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเลือกหุ้นที่มีการเติบโตต่อเนื่องของกำไรมากกว่า 10% ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์บางตัวก็เติบโตได้ดี รวมถึงกลุ่มรับเหมาก่อสร้างซึ่งคาดว่ากำไรจะเติบโต 25-30% ใน 2-3 ปีข้างหน้าจากโครงการลงทุนของภาครัฐที่จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องขณะที่ราคาหุ้นหลายตัวถูกนักลงทุนขายทำกำไรออกมาจนราคาย่อตัวลงมาก

นอกจากนี้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำไรเติบโต 5-10% ถือว่าน่าสนใจลงทุน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสมํ่าเสมอจากรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ จึงเหมาะกับการเป็นสินทรัพย์สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน

“ปัจจุบันเงินไหลเข้ากองทุนส่วนบุคคลมากกว่ากองทุนรวมของบริษัท โดยลูกค้าใหม่จะมาจากการแนะนำของลูกค้าและกลุ่มที่ติดตามผลงานให้กองทุนบริหารระยะหนึ่งถึงนำเงินเข้ามาให้บริหาร โดยตอนนี้มีลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล 100 ราย เงินลงทุนขั้นตํ่า 30 ล้านบาท ซึ่งผลตอบแทนของลูกค้าขึ้นกับช่วงเวลาที่เข้ามาลงทุน แต่หากเริ่มลงทุนตั้งแต่บริษัทจัดตั้งกว่า 1 ปี จะได้ผลตอบแทนประมาณ 35%” นายประภาส กล่าว

นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ทาลิสฯ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบลจ.ทาลิสฯมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคล5,000ล้านบาทและกองทุนรวม 1,000 ล้านบาท และคาดว่าปลายปี AUM จะแตะ 7,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินลงทุนในหุ้น 6,000 ล้านบาทและตราสารหนี้ 1,000 ล้านบาท ส่วนปี 2561 ตั้งเป้าเติบโตแตะ 10,000 ล้านบาท โดยในส่วนของเงินลงทุนในหุ้นน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,000-9,000 ล้านบาทส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้ซึ่งลงทุนเพื่อบริหารสภาพคล่องให้ลูกค้า

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,316 วันที่ 23 - 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560


หุ้น จีดีพี นักลงทุน กองทุน ทาลิส