นกสกู๊ตเทกออฟญี่ปุ่น-เกาหลี เดินเครื่องขยายธุรกิจปีหน้า-ผู้โดยสารทะลุ1.5 ล้านคน

18 November 2017






นกสกู๊ต เดินแผนปีหน้า สยายปีกจุดบินใหม่สู่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย พร้อมรุกเน็ตเวิร์กเข้าจีนต่อเนื่อง ดันผู้โดยสารทะลุ 1.5 ล้านคน มั่นใจปี 61 โกยกำไรได้ ทั้งผนึกพันธมิตรนกแอร์-สกู๊ต สิงคโปร์ชูจุดเด่นจุดบินครอบคลุมเชื่อมโยงเอเชีย ทั้งเล็งเพิ่มทุนภายในไม่เกิน 1 ปี หวังเพิ่มฝูงบินขยายธุรกิจ

หลังไทยถูกปลดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ส่งผลให้สายการบินนกสกู๊ต ซึ่งเป็นโลว์คอสต์ระยะกลาง-ไกล(ลองฮอลล์)ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างสายการบินนกแอร์ สายการบินสกู๊ตของประเทศสิงคโปร์ สามารถดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแผนหลัก ที่ได้วางไว้ตั้งแต่จัดตั้งสายการบินเมื่อ 2 ปีก่อนได้เสียที

ยอดชาย สุทธิธนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกสกู๊ต



ต่อเรื่องนี้นายยอดชาย สุทธิธนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกสกู๊ต เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แผนการดำเนินธุรกิจของนกสกู๊ตในปีหน้า จุดโฟกัสจะอยู่ที่การขยายเส้นทางบินใหม่สู่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นไปตามแผนหลักของการก่อตั้งนกสกู๊ตตั้งแต่แรก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 คาดว่าจะเปิดจุดบินใหม่เข้า 2 เส้นทางคือนาริตะและโอซากา จากนั้นก็จะตามมาด้วยเกาหลีใต้ และจุดบินสู่เมืองหลักของอินเดีย อย่างกรุงนิวเดลี ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง777-200 จุได้ 415 ที่นั่งจำนวน 4 ลำที่อยู่ในฝูงบินและจะรับมอบเข้ามาอีก 1 ลำในปี 2561 ซึ่งจะทำให้นกสกู๊ตมีปริมาณที่นั่งในการขายตั๋วเพิ่มขึ้นอีก 20%

ไม่เพียงแต่การเปิดจุดบินใหม่ดังกล่าวเท่านั้น ในส่วนของ 6 จุดบินที่เราทำการบินเข้าเมืองรองอันดับ 2 ของจีน รวมถึงเมืองทางด้านเหนือหลายเมือง เพราะเป็นเมืองที่สามารถเข้าไปทำการบินได้ในช่วงที่ไทยติดธงแดงก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นนานกิง, ชิงเตา, เทียนจิน, เสิ่นหยาง, ต้าเหลียน ซึ่งผู้โดยสารจีนจากเส้นทางบินเหล่านี้จะชอบเดินทางมาเที่ยวทะเลในไทย นอกจากนี้นกสกู๊ตยังบินไปยังไทเป (ไต้หวัน) ซึ่งในปีหน้าเราก็จะยังคงทำการบินใน 6 เส้นทางเหล่านี้ต่อไป และกำลังจะเปิดจุดบินใหม่สู่เมืองซีอาน ในเดือนพฤศจิกายนนี้

เนื่องจากเมืองเหล่านี้แม้จะไม่ได้เป็นเมืองหลักที่เราจะบินแต่แรกก็จริง แต่ก็เป็นเมืองที่อยู่ในแผนอยู่แล้ว แต่เมื่อเราบินตามแผนหลักไม่ได้ เพราะไทยติดธงแดง เราก็หยิบเมืองเหล่านี้มาทำการบินไปก่อน เพื่อช่วยให้ดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งก็ถือว่าไปได้ดี ทำให้เรามีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นและมีการขาดทุนที่ลดลงต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารนกสกู๊ตกว่า 95% เป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางผ่านเราราว 2.5 แสนคนต่อไตรมาส และเป็นตลาดที่เติบโตดีสำหรับการท่องเที่ยวไทย เพราะคนจีนเดินทางออกนอกประเทศปีละกว่า 150 ล้านคนต่อปี

“ปีนี้มีผู้โดยสารใช้บริการนกสกู๊ตอยู่ที่ราว 1 ล้านคนต่อปี อัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 80% ปลายๆ ส่วนผลประกอบการปีนี้ก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ซึ่งจะเห็นว่าเราเริ่มมีกำไรแล้วในบางไตรมาส และปีหน้าจะเห็นนกสกู๊ตมีกำไรในการดำเนินธุรกิจได้ โดยคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านคน เพราะเราเดินหน้าขยายธุรกิจได้เป็นไปตามแผนที่ตั้งใจไว้แต่แรก”

อย่างไรก็ตามแม้นกสกู๊ต อาจจะเปิดบินเข้าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ช้ากว่าสายการบินคู่แข่ง แต่ด้วยกลยุทธ์และโปรดักส์ของนกสกู๊ต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ลำตัวกว้าง จำนวนที่นั่งที่มากกว่า รวมถึงการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของเราและผู้ร่วมลงทุน ก็ทำให้เกิดการผสมผสานวัฒนธรรมความเป็นเฟรนด์ลี่ แอร์ไลน์แบบไทย และประสิทธิภาพ รวมถึงการปฏิบัติการบินอันเป็นที่โดดเด่นของสกู๊ตสิงคโปร์ การนำเสนอจุดบินที่ครอบคลุมเชื่อมโยงเอเชีย(Smiling Across Asia) ทั้งจากนกแอร์ นกสกู๊ตและสกู๊ต ก็จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับนกสกู๊ตได้เป็นอย่างดี ประกอบกับนับจากการเดินทางของคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไม่ต้องใช้วีซ่า ก็ทำให้ตลาดมีการเติบโตมากขึ้น

นอกจากนี้เรายังมองถึงการขยายธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่จะขยายเส้นทางบินให้ครอบคลุมจุดบินรีจินัล ลองฮอลล์ ให้ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมองการบินระยะทาง 4-5 ชั่วโมงบิน ซึ่งเส้นทางต่างๆ หลายสายการบินก็มองเหมือนกัน เพราะทุกสายก็มองเห็นภาพเดียวกัน แต่จุดท้าทายคือ เราต้องเดินตามกลยุทธ์ที่เราวางไว้ให้ได้ การขยายเครือข่ายที่เกิดขึ้น เราก็มองด้วยว่าภายในไม่น่าจะเกิน 1 ปีนี้ ผู้ถือหุ้นปัจจุบันของนกสกู๊ต ก็มีแผนจะเพิ่มทุน เพื่อรองรับการขยายฝูงบินเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน จากที่ได้ร่วมกันจัดตั้งนกสกู๊ตด้วยทุนจดทะเบียน 2 พันล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,314 วันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560


จีน นกสกู๊ต นกแอร์ จุดบิน