มังกรกินรวบทุบค้าชายแดนพ่อค้าไทยอ่วม

11 November 2017






จับตาจีนยุคใหม่เขย่าไทยทั้งตลาดและผลิต ยึดหัวหาดกัมพูชา เมียนมา ลาว ทำไทยเสียโอกาสการค้าเพื่อนบ้าน บุกขายเองถึงที่ เอกชนยอมรับแข่งขันหนักขึ้น กินรวบสินค้าทั่วโลก

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 เพิ่งปิดฉากไป จีนยังคงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเน้นการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เมด อินไชน่า 2025” ซึ่งความหมายเดียวกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของไทย หรือนโยบาย “อินดัสตรี 4.0” ของเยอรมนี ที่หลายประเทศก็พยายามประกาศออกมา เป็นนโยบายที่ทำต่อเนื่องเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่มากขึ้น

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การที่จีนเดินไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างเป็นทางการนั้น ทำให้ไทยต้องทำการบ้านหนัก หน่วงยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าของไทยอันดับ 1 โดยไทย ค้าขายกับจีนปีละ 6-7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ไทยขาดดุลการ ค้ากับจีนพอสมควร จะเห็นว่าตามภาวะปกติความเชื่อมโยงระหว่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เชื่อม โยงไปสู่ไทยเยอะมาก เพราะจีนกับญี่ปุ่นก็ค้าขายกันปีละ 3.20 แสน ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จีนกับเกาหลีใต้ค้าขายกัน 2.20 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน และบริษัทในประเทศเหล่านี้ก็มาตั้งบริษัทในไทยด้วย

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์



ดังนั้นเมื่อจีนขยับตัวแรงโดยเดินนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง หรือ One Belt One Road ขยายอิทธิพลด้านการเมือง การทหาร และโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยคือ สินค้าที่ไทยผลิตจะแข่งขันกับจีนไม่ได้ จนต้องเสียตลาดไป ที่สำคัญก่อนหน้านั้นเราไปซื้อของจากจีนมาขายในตลาดโบ๊เบ๊ สำเพ็ง ใบหยก แต่ขณะนี้ จีนเข้ามาขายเองมากขึ้น ซึ่งตรงนี้จะต้องไปดูว่าผู้ประกอบการไทยจะสานประโยชน์ร่วมกันอย่างไร

“แม้เราจะได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว จากการสร้างทางรถไปสั่งของมาขายในไทยง่ายขึ้น และไทยก็ส่งของไปขายในจีนง่ายขึ้น หรือมีการขนคนมาเที่ยวเมืองไทยง่ายขึ้น คนไทยก็เข้าไปเที่ยวคุนหมิงง่ายขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับผลกระทบ คือสินค้าในกลุ่มเดียวกัน ที่จีนขายได้ในราคาถูกกว่า ผู้ผลิตไทยอาจจะขายไม่ได้ ดังนั้นเราต้องไปทำความเข้าใจว่า มันคืออะไรและจะรับมืออย่างไรต่อไป”

อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า นโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางจะเชื่อมโยงทั้งทางบกและทะเลกับ 60 ประเทศ มีพลเมือง 2 ใน 3 ของประชากรโลก เชื่อว่าจีนจะต้องออกมาลงทุนนอกประเทศเพิ่มขึ้น หลังจากที่กำลังผลิตในจีนล้นตลาด และในจีนก็หันไปให้นํ้าหนักกับภาคบริการมากขึ้น โดยตลาดที่จีนจะเข้าไปลงทุนจะโฟกัสที่กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว มากขึ้น เนื่องจากเป็นประเทศที่เพิ่งเริ่มพัฒนา ขณะที่การเข้ามาลงทุนในไทยไม่ใช่เรื่องง่ายที่จีนจะเข้ามาปักฐาน เนื่องจากมีฐานการผลิตจากประเทศต่างๆเข้ามาปักหลักก่อนนานแล้ว

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวที่น่าจับตาต่อไปคือ เมื่อจีนเข้ามาในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นจะมีผลต่อประเทศไทย เพราะนอกจากของบางอย่างที่เราผลิตได้จะสู้จีนไม่ได้แล้ว พอจีนมาตั้งโรงงานในแหล่งผลิตใกล้ๆ ไทยทั้งสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะทำให้ประเทศเพื่อนบ้านไม่จำเป็นต้องนำเข้าจากไทยมากเหมือนเดิม ทำให้กระทบต่อยอดขายการค้าชายแดนของไทย

“เราจำเป็นต้องรู้เขา รู้เรา บริหารความเสี่ยงก็ต้องดูเป็นรายอุตสาหกรรม รายประเทศ เมื่อจีนออกมาแล้วก็ต้องตีโจทย์นโยบายของจีนให้แตก ต้องไปดูว่าการประชุมสมัชชาพรรคที่เขากำลังจะทำนั้น มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และเมื่อจีนขยับแบบนี้จะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ มีผลต่อการลงทุนระหว่างประเทศอย่างไร และจะมีผลต่อซัพพลายเชนของโลกอย่างไร ในฐานะที่ประเทศไทยเปิดกว้างมีการส่งออกเยอะ เราจะทำอย่างไร เพราะเวลานี้ในแง่ประเทศไทยก็ยังน่าห่วงอยู่ เนื่องจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายังน้อยมาก ค่าแรงก็แพงขึ้น และไทยจะเก็บเกี่ยวผลด้านบวกได้อย่างไร”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดูแลงานส่งเสริมการค้าการลงทุน สภาธุรกิจและศูนย์อาเซียนกล่าวว่า สิ่งที่นักวิชาการพูดก็ตรงกับความคิดของผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีของไทย เพราะความมุ่งมั่นของจีนคือต้องการเป็นผู้นำเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกจากปัจจุบันเป็นที่ 2 รองจากอเมริกาและนโยบายหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทางของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะทำให้จีนขยายอิทธิพลมาทางอาเซียนมากขึ้น ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในอาเซียน และในเส้นทางที่สำคัญของจีน จากจีนตอนใต้ เช่น ยูนนาน สิบสองปันนา ที่จะเชื่อมระหว่างจีนตอนใต้สู่เซาธ์อีสต์เอเชีย ซึ่งความเชื่อมต่อนี้ จะทำให้จีนขยายเขตการค้าเข้ามาในอาเซียนมากขึ้นและมีแนวโน้มเชื่อมสู่อินเดีย

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยแล้วในขณะนี้คือเดิมย่านเยาวราช ถนนทรงวาด จะนำเข้าสินค้าจากจีนราคาถูกมาขาย แต่วันนี้สินค้าส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนมือเป็นพ่อค้าคนจีนขายเอง เช่นเดียวกับผลไม้ยอดฮิตที่จีนนิยมซื้อจากไทยเช่น ลำไย ที่ตอนนี้ “ล้ง” (การจัดตั้ง โรงคัดและบรรจุสินค้า) จีน เข้าไปยึดล้งไทยทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อลำไยแทนคนไทยมากขึ้นแล้ว ต้องจับตาและรับมือให้ทันเพราะอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนจะเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยกองทัพจีนจะมี ทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และมีการขยายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านไทยมากขึ้น แต่ละประเทศจะต้องมีมาตรการในการควบคุมให้ดี”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,312 วันที่ 9 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560


เมียนมา จีน กัมพูชา ค้าชายแดน ลาว มังกร กินรวบ พ่อค้าไทย