ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง รอบ 2

9 November 2017






ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ออกเดินทางทัวร์เอเชีย 5 ประเทศ 11 วัน ระหว่างวันที่ 3-13 พฤศจิกายนนี้ โดยเดินทางถึงญี่ปุ่นแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 5-7 และต่อไปยังเกาหลีใต้ วันที่ 7-8 ต่อไปยังจีน 8-10 และจะไปเวียดนามร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแห่งเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ระหว่างวันที่ 10-11 ก่อนจะไปจบทริปในวันที่ 12-13 ที่การประชุมสุดยอดอาเซียน ที่เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

ต้องบอกว่า การเดินทางเยือนเอเชียในครั้งนี้ “ไฮไลต์” น่าจะอยู่ที่การเดินทางเยือนจีนล่ะครับ ซึ่งทรัมป์ เคยพบกับสี จิ้นผิง มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยสี จิ้นผิง เป็นฝ่ายบินไปหา และในครั้งนี้ก็ถึงคราวที่ทรัมป์เป็นฝ่ายต้องบินมาหาบ้าง

ที่บอกว่าเป็นไฮไลต์ เพราะในขณะนี้ 2 ประเทศนี้ เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดยมีแนวโน้มว่า จีนกำลังจะแซงหน้าสหรัฐฯขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจในเร็ววันด้วย อีกทั้งจีนยังเป็นประเทศที่ถูกสหรัฐฯนำไปใช้เป็นประเด็นการเมืองในสหรัฐฯมากที่สุด มากกว่าประเทศใดในโลกด้วย

แม้กระทั่งทรัมป์ จีนก็ถูกเขาใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าจีนทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ทุ่มตลาดสหรัฐฯ ทำให้คนอเมริกันต้องตกงาน ซึ่งที่ผ่านมาไม่กี่ยุคสมัยนั้น จีนก็ตกเป็นเครื่องมือของเหล่านักการเมืองในสหรัฐฯมาโดยตลอด

เรามาดูกันว่า นายทรัมป์กำลังปลุกประเด็นด้านเศรษฐกิจอะไรที่เกี่ยวกับจีนเพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของตัวเองบ้าง

ประเด็นแรก นายทรัมป์บอกว่า จีน (ไม่ได้เอ่ยชื่อจีนตรงๆ) ทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ทุ่มตลาดสินค้าราคาถูกในสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าประเภทเหล็ก ทรัมป์จึงขู่ว่าจะขึ้นภาษีขาเข้าสหรัฐฯมากกว่า 30% นายทรัมป์บอกว่า การทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศนั้น ทำให้สินค้าของสหรัฐฯขายไม่ได้ และในที่สุดคนสหรัฐฯก็ต้องตกงาน เพราะภาคการผลิตของสหรัฐฯถูกทำลายไปด้วยสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ

ประเด็นที่ 2 นายทรัมป์บอกว่าจะจัดการกับประเทศที่แทรกแซงค่าเงินอย่างไม่เป็นธรรม อย่างเช่นจีน เป็นต้น ซึ่งสหรัฐฯไม่ว่าจะในรัฐบาลสมัยไหน ก็มักจะเน้นไปที่ประเด็นเงินหยวนของจีน ว่าถูกรัฐบาลจีนแทรกแซงจนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง ทำให้สินค้าจีนมีราคาถูก ทำให้จีนได้เปรียบการค้าไปทั่วโลกครับ

สหรัฐฯมักจะขู่ว่า จะระบุชื่อประเทศนั้นๆ ไว้ในรายงานของกระทรวงการคลัง ซึ่งถ้าหากมีการระบุชื่อประเทศจริง ก็จะเป็นการเปิดทางให้ภาครัฐของสหรัฐฯดำเนินการตอบโต้ประเทศนั้นๆได้

แต่กระนั้น ในรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีการระบุถึงประเทศจีนอย่างชัดเจน นั่นแสดงให้เห็นว่านายทรัมป์ เพียงแค่ “ขู่” เท่านั้น

ประการสุดท้าย ก็คือ จีนได้ดุลการค้าสหรัฐฯมากมายมหาศาล และแน่นอนว่าจีนติดอยู่ในบัญชีรายชื่อ 16 ประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งไทยเองก็ติดด้วย แต่อยู่ในลำดับท้ายๆหน่อย

ประเด็นเหล่านี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ต้องนำมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง และก็คาดว่าจีนเองก็คงจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ เช่นกันครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,312 วันที่ 9 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560


สี จิ้นผิง ทรัมป์