"สี จิ้นผิง"สานต่อความฝันจีนก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” ขึ้นแท่นผู้นำทรงอิทธิพลสูงสุด

1 November 2017






สี จิ้นผิง สานต่อความฝันจีนก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” ขึ้นแท่นผู้นำทรงอิทธิพลสูงสุด

Highlight

มติเอกฉันท์แต่งตั้งนายสี จิ้นผิงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นวาระที่ 2 พร้อมทั้งบรรจุ “อุดมการณ์สี จิ้นผิง” แนวคิดสังคมนิยมว่าด้วยคุณลักษณะเฉพาะสำหรับชาวจีนยุคใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญพรรค ส่งผลให้นายสี จิ้นผิงกลายเป็นผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลสูงสุดเทียบเท่าประธานเหมา เจ๋อตุงผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์
การปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศจีนและการเดินหน้าเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน และการเงินกับต่างชาติจะเร่งความเร็วและความเข้มข้นขึ้นในระยะ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว

ปิดฉากการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 18-24 ตุลาคมลง นายสี จิ้นผิงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นวาระที่ 2 พร้อมคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโรชุดใหม่อีก 7 คน โดยนอกจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่ควบตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงแล้ว ยังมีคณะกรรมการถาวรอีก 5 คน ซึ่งเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด ได้แก่ 1) นายหลี จ้านซู ผู้อำนวยการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ 2) นายหวาง หยาง รองนายกรัฐมนตรีสายปฏิรูป 3) นายหวัง ฮู่หนิง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์ 4)นายจ๋าว เหลอจี้ กรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจ และ 5) นายหาน เจิ้ง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขาเซี่ยงไฮ้ อย่างไรก็ตาม ตัวเต็งผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำในอนาคตอย่าง นายหู ชุนหัว เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สาขากวางตุ้ง และนายเฉิน หมิ่นเอ๋อ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สาขาฉงชิ่ง กลับไม่ได้รับเลือกเข้ามานั่งในคณะกรรมการถาวร จึงมีการคาดการณ์ว่านายสี จิ้นผิงเตรียมดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเป็นสมัยที่ 3

อุดมการณ์สี จิ้นผิง 14 ข้อที่ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญพรรคเป็นหลักปฏิบัติเพื่อนำจีนไปสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่เจริญรุ่งเรือง แข็งแกร่ง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง โดยมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจคือ การเรียกร้อง “การปฏิรูปที่ลึกซึ้งและสมบูรณ์” พร้อมปรับใช้ “แนวคิดใหม่ๆ เพื่อการพัฒนา” การกำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวจีนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และการขยายอิทธิพลของจีนในเวทีโลกภายใต้วิสัยทัศน์สนับสนุนการสร้างอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ ในขณะที่สาระสำคัญทางการเมืองมุ่งรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง โดยเน้นอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ในการตัดสินใจ บังคับใช้กฎหมาย และกำกับดูแลหน่วยงานต่างๆ รวมถึงอำนาจของพรรคเหนือกองทัพประชาชน ตอกย้ำความสำคัญของนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งหมายถึงจีนแผ่นดินใหญ่และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า และ “หลักการจีนเดียว” ตรึงความสัมพันธ์จีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน

5 ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของนายสี จิ้นผิง จีนได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคใหม่” นำมาซึ่งความสำเร็จที่สำคัญหลายประการทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เศรษฐกิจจีนเร่งตัวอย่างรวดเร็วส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นเป็น 80 ล้านล้านหยวน ซึ่งคิดเป็นปัจจัยสนับสนุนราว 30% ของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2013-2016 โดยโครงสร้างเศรษฐกิจจีนได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มีอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่สำคัญคือเศรษฐกิจดิจิทัล และผลงานด้านเทคโนโลยีอีกมากมาย เช่น รถไฟความเร็วสูง โดรนส่งสินค้า รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ ผลประกอบการการค้าและการลงทุนกับต่างชาติของจีนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก โดยเฉพาะโครงการ Belt and Road Initiatives ในเวลาเดียวกันโครงการช่วยเหลือคนยากจนในจีนก็ประสบผลสำเร็จ ทำให้ประชากรกว่า 60 ล้านคนพ้นขีดความยากจน ส่งผลให้อัตราความยากจนของจีนลดลงจากราว 10% เหลือต่ำกว่า 4% เท่านั้น อย่างไรก็ดี ความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดของนายสี จิ้นผิงคือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและการปรับโครงสร้างการบริหารพรรคคอมมิวนิสต์เพิ่มที่นั่งให้แก่พันธมิตร ส่งผลให้อำนาจของนายสี จิ้นผิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สี จิ้นผิงกลายเป็นผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค คาดการณ์ว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองจีนใน 5 ปีข้างหน้าจะเป็นไปอย่างราบรื่น ใน 5 ปีที่ผ่านมา นายสี จิ้นผิงให้ความสำคัญในการกวาดล้างคอร์รัปชันอย่างมาก ทำให้การแก้ปัญหาหนี้ในประเทศที่สูงถึง 260% ของ GDP การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพและ zombie companies ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ความสำเร็จในการรวมอำนาจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกอบกับคณะกรรมการถาวรโปลิตบูโรชุดใหม่ที่มีแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองในทิศทางเดียวกับเขา จะส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว นอกจากนี้ การบรรจุชื่อของนายสี จิ้นผิงไว้ในรัฐธรรมนูญของพรรค ยังส่งสัญญาณเตือนใครก็ตามที่ท้าทายอำนาจตัดสินใจของนายสี จิ้นผิง ถือเป็นภัยคุกคามต่อการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์

จีนเดินหน้าเปิดประเทศ ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ชูการพัฒนาชนบทเป็นครั้งแรก มุ่งสู่การเป็นประเทศทรงอิทธิพลภายในปี 2050 นายสี จิ้นผิงไม่ได้กล่าวถึงเป้าหมายตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งนี้เหมือนที่ผ่านมา แต่มุ่งเน้นประเด็นสำคัญไปที่การพัฒนาอย่างมีคุณภาพ เป็นนัยสำคัญว่าอัตราการเจริญเติบโตของ GDP จีนจะค่อยๆ ชะลอลงในระยะต่อไป แต่เป็นไปเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

จีนเดินหน้าเปิดประเทศ ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสมอภาค เตรียมปรับแก้กฎหมายกีดกันทางการค้า สนับสนุนการพัฒนาของบริษัทเอกชน และผ่อนคลายมาตรการการเข้าตลาดของธุรกิจและบริการ โดยได้เริ่มเปิดเสรีภาคการเงินและตลาดเงินตราต่างประเทศแล้ว

• Belt and Road Initiatives เมกะโปรเจกต์ส่งเสริมการเปิดประเทศและความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับต่างชาติ ที่ผ่านมาโครงการเน้นพัฒนาการเชื่อมต่อทั้งทางบกและทางทะเลระหว่างจีนและต่างประเทศ โดยจีนมีความตั้งใจจะใช้นโยบายสนับสนุนการค้าและการลงทุนแบบเสรีให้นักลงทุนต่างชาติมีสิทธิเท่าเทียมกับพลเมืองจีน พร้อมเน้นย้ำว่าโครงการ Belt and Road Initiatives มอบประโยชน์แก่ทุกฝ่าย หากจีนสามารถผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นกับนานาประเทศภายใต้โครงการ Belt and Road Initiatives ได้สำเร็จ อิทธิพลของจีนในเวทีโลกจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

• เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง เท่าเทียมทั้งในเมืองและชนบทเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวจีนทั้งประเทศ โดยแก้ปัญหาการพัฒนาที่ไม่สมดุลด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบท ครอบคลุมการปฏิรูประบบบริหารเขตเมืองและชนบทให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น สนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรรมทันสมัยและธุรกิจส่วนตัวที่เพิ่มรายได้ให้แก่คนในชนบท เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จีนยังยกให้การศึกษามีความสำคัญอันดับหนึ่ง ผลักดันการปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศและสร้างแรงงานที่มีความรู้ระดับอุดมศึกษาให้มากขึ้น พร้อมกันนี้จีนจะเร่งสร้างระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง เตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างแข็งขัน โดยนายสี จิ้นผิงกล่าวว่า จีนจะต้องบรรลุการเป็นประเทศสังคมนิยมบนพื้นฐานพอกินพอใช้ในปี 2020 เป็นสังคมนิยมที่ทันสมัยในปี 2035 และกลายเป็นประเทศทรงอิทธิพลภายในปี 2050

• เร่งการพัฒนานวัตกรรมภายใต้แผน “Made in China 2025” นับตั้งแต่ปี 2015 จีนมีแผนการที่จะยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศทั้งหมดให้เป็นอุตสาหกรรมไฮเทค โดยให้การสนับสนุนด้านนโยบายและการเงิน การออกกฎหมายคุ้มครอง การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการอัดฉีดเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของแผน Made in China 2025 ทำให้จีนมีผลงานด้านเทคโนโลยีมากมาย อาทิ ห้องทดลองอวกาศเทียนกง ยานดำน้ำสำรวจทะเลลึกพร้อมมนุษย์เจียวหลง กล้องโทรทัศน์วิทยุฟาสต์ขนาดเล็กที่สุดในโลก และการผลิตเครื่องบินขนาดใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ จีนยังได้สร้างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Baidu, Alibaba และ Tencent ซึ่งเทียบได้กับ Google, eBay และ Facebook ของสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันบริษัทจีนเหล่านี้ก็รับนโยบายจากรัฐบาลให้ร่วมกันทำวิจัยด้านอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งนี้ การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมของโลกก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของจีนภายในปี 2050 อีกด้วย

Implication

อีไอซีมองว่านโยบายเศรษฐกิจจีนของสี จิ้นผิงมีแนวโน้มต่อยอดความสำเร็จจาก 5 ปีแรก การได้ดำรงตำแหน่งผู้นำจีนเป็นสมัยที่ 2 ของนายสี จิ้นผิงทำให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในประเทศและการขยายอิทธิพลและผลประโยชน์ของจีนนอกประเทศ และด้วยอำนาจการตัดสินใจที่เด็ดขาดมากขึ้น อีไอซีคาดว่าโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเปิดประเทศ และโครงการ Belt and Road จะเห็นผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนกว่า 12% ของการส่งออกทั้งหมด และเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 ของไทยราว 16% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติทั้งหมดในปี 2016 การเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนจะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเข้มแข็งขึ้นและประชากรจีนมีกำลังซื้อมากขึ้น ภาคการส่งออกของไทยได้รับอานิสงส์โดยตรง เห็นได้จากการส่งออกของไทยไปจีนที่ขยายตัวถึง 28% ใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2017 จากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวและความต้องการสินค้าไทยที่เพิ่มขึ้นของจีน ในขณะเดียวกันการท่องเที่ยวไทยจะคึกคักยิ่งขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและรายได้ของชาวจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของการขยายอิทธิพลในต่างประเทศของจีนผ่านโครงการ Belt and Road Initiatives และการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนกับต่างชาติ จะส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากจีนไหลเข้าสู่ภูมิภาคและไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนเร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี อีไอซีคาดว่าในอนาคตเมื่อจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านไฮเทคไทยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีจากจีนผ่านการค้าและการลงทุน นอกจากนี้ การเริ่มเปิดเสรีทางการเงินของจีนยังเป็นโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในภาคการเงินของจีนมากขึ้น เช่น นโยบาย Bond Connect ที่เริ่มในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

รูปที่ 1: โครงสร้างพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 19

ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ the US-China Business Council

รูปที่ 2: อุดมการณ์สี จิ้นผิง แนวคิดสังคมนิยมว่าด้วยคุณลักษณะเฉพาะสำหรับชาวจีนยุคใหม่

ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Chinadaily

โดย :  จิรามน สุธีรชาติ 

         Economic Intelligence Center (EIC)

         ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 ภาพ : สำนักข่าวซินหัว


จีน ธนาคารไทยพาณิชย์ สี จิ้นผิง ผู้นำ EIC ยุคใหม่ ทรงอิทธิพล