ส.เพื่อนชุมชนโชว์บทพิสูจน์ความสำเร็จหนุนสมาชิกเป็นโรงงานเชิงนิเวศ100%ในปี61

1 November 2017






ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญ และตระหนักถึงแนวทางการเข้าไปบริหารจัดการด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยในกลุ่มอุตสาหกรรม ให้มีประสิทธิภาพไปสู่การยกระดับมาตรฐานที่สูงขึ้น จนเป็นที่มาของนโยบายรัฐบาลในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) ระดับ 2 ให้ได้ภายในปี 2562 เพื่อมุ่งสู่การสร้างความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)

โดยมีการปรับเปลี่ยนการผลิต จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานเป็นฐานการผลิต ไปสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะ 20 ปีข้างหน้า ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0



จังหวัดระยอง ถือเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เนื่องจากเป็นพื้นที่การผลิตที่สำคัญของประเทศ และมีการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการพัฒนาไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ ต้องเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ผู้ประกอบการ และชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนในการพัฒนาในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคประกอบการอุตสาหกรรมที่มีการตื่นตัว และมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกรอบนโยบายดังกล่าว จึงเป็นที่มาของรวมตัวครั้งสำคัญของผู้ประกอบการรายใหญ่ 5 ราย และเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้ สมาคมเพื่อนชุมชน ที่มีบทบาทสำคัญในการประสานทุกภาคส่วนให้เกิดการขับเคลื่อน เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้ได้ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลา 7 ปีของดำเนินงานของสมาคมฯ ที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าของแผนการพัฒนาโรงงานต่างๆตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานรัฐและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานที่เป็นผู้ก่อตั้งสมาคมเพื่อนชุมชน 5 บริษัท ประกอบด้วย กลุ่ม ปตท. เอสซีจี บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และกลุ่มบริษัทโกลว์ รวมไปถึงกลุ่มบริษัทสมาชิกสมทบอีก 13 บริษัท ในพื้นที่มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 นิคมฯ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรมโดย



นายสุรจิต สถาพรวลัยรัตน์ ผู้จัดการสมาคมเพื่อนชุมชน กล่าวว่า จนถึงวันนี้การขับเคลื่อนของสมาคมฯ ได้ผลักดันมาถึงเป้าหมายที่สำคัญ ด้วยจำนวนโรงงานสมาชิกที่สามารถผ่านหลักเกณฑ์เกือบ 100% ในการเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory)เหลือเพียง 16 โรงงาน ที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าในปี 2561 โรงงานทั้งหมดในกลุ่มสมาชิกของ สมาคมฯ จะสามารถเข้าสู่การเป็นโรงงานEco Factory ได้ทั้งหมด

ขณะเดียวกันสมาคมฯได้ขยายแผนงาน เพื่อช่วยเหลือโรงงานที่ไม่ได้ร่วมเป็นสมาชิก แต่สามารถเข้าสู่กระบวนการประเมินการเป็น Eco Factory ผ่านโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อให้โรงงานที่อยู่ในพื้นที่มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศได้เช่นเดียวกันโรงงานสมาชิกของสมาคมเพื่อนชุมชน



“แนวทางการดำเนินงานของสมาคมฯ ยังมีการขยายงานในการสร้างภาคีเครือข่าย เพื่อการก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ โดยเฉพาะภาคสังคม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานในโครงการ “โรงเรียนเชิงนิเวศ” “วัดเชิงนิเวศ” และ “ชุมชนเชิงนิเวศ” ซึ่งโครงการเหล่านี้ ได้เริ่มนำร่องในพื้นที่ โดยสมาคมเพื่อนชุมชนมีภาคีเครือข่ายในส่วนของโรงเรียนเชิงนิเวศ ได้แก่โรงเรียนวัดกรอกยายชา เป็นโรงเรียนต้นแบบ และในส่วนของ ชุมชนเชิงนิเวศต้นแบบ ได้แก่ชุมชนเกาะกก เป็นต้นแบบ เพื่อสู่การเป็นต้นแบบและขยายผลการดำเนินงานไปยังโรงเรียนและชุมชนอื่นๆต่อไปในพื้นที่มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ “ นายสุรจิตกล่าว

ในปี 2560 นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่ง ของสมาคมเพื่อนชุมชน ที่สามารถดำเนินงานในการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทั้งในกลุ่มสมาชิก และนอกกลุ่มสมาชิก จนยกระดับโรงงานผ่านเกณฑ์การเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) ที่ต้องผ่านมาตรฐาน 5 มิติ 22 ด้าน ทั้งมิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) และสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)



จนได้รับโล่เกียรติคุณ ในงาน “สัมมนาวิชาการประจำปี 2560 “ECO Innovation Forum 2017” ภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในยุค 4.0” ในฐานะเป็นองค์กรสนับสนุนการขับเคลื่อน และยกระดับโรงงานอุตสาหกรรม ให้เข้าสู่เกณฑ์ของการประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานต่อเนื่อง



อุตสาหกรรม โรงงาน สมาคมเพื่อนชุมชน เชิงนิเวศ