“ปณท”ครองแชมป์ตลาดไปรษณีย์ภัณฑ์และรับส่งสินค้ากวาดแชร์ 55%

21 September 2017






-21 ก.ย.60 – ไปรษณีย์ไทย  ยืนยันครองแชมป์ตลาดไปรษณีย์ภัณฑ์และรับส่งสินค้า ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 55% จากมูลค่ารวมทั้งหมดกว่า 27,200 ล้านบาท โดยในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่วนแบ่งตลาดของไปรษณีย์ไทยถือครองมากกว่า 70%ในขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่ที่ประมาณ 40%

ไปรษณีย์ไทย จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “e-Commerce Shapes Logistics – อีคอมเมิร์ซเปลี่ยนโลกโลจิสติกส์” ภายในงาน Digital Thailand Big Bang 2017 โดยมีนายพิษณุ วานิชผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พร้อมด้วย ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นายสุรเกียรติ จันทรชัยโรจน์ ผู้ก่อตั้งระบบจองขนส่งออนไลน์ SHIPPOP และนายฤทธิ เบญจฤทธิ์ ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ (เพจ Princess Beauty) ร่วมเสวนา ณ ห้องจูปิเตอร์ 4 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี



นายพิษณุ วานิชผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เผยผลประกอบการตลาดขนส่งสินค้า e-Commerce ของ ปณท ครึ่งปีแรก 2560 พบว่า รายได้อยู่ที่ 10,687 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 ที่ 18 % เป็นผลมาจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้เติบโตเกินเป้าหมาย 26,000 ล้านบาท ซึ่ง ปณท ยังครองส่วนแบ่งตลาดขนส่งสินค้า e-Commerce อยู่ถึง 55% จากมูลค่ารวมทั้งหมดกว่า 27,200 ล้านบาท โดยในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่วนแบ่งตลาดของไปรษณีย์ไทยถือครองมากกว่า 70% ในขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่ที่ประมาณ 40% พร้อมกันนี้ไปรษณีย์ไทยอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาแพลตฟอร์ม “ดิจิทัลชุมชน” เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชน และสินค้าโอทอป ให้มีพื้นที่ในการกระจายตลาดสู่โลกออนไลน์ ประกอบกับให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพ ซึ่งระบบแพลตฟอร์มดังกล่าวสำเร็จไปแล้วกว่า 70% ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2560 นี้

นายพิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยพฤติกรรมการส่งสินค้าของลูกค้าที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยได้จัดทัพบริการต่างๆ รองรับทุกความต้องการของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซและนำระบบไอทีเข้ามาช่วยพัฒนาบริการให้มีประสิทธิภาพตอบทุกโจทย์การส่งของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งกลุ่ม C2C และ B2C อาทิ ระบบ Prompt Post ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า C2C สามารถทำการจ่าหน้าและสร้างบาร์โค้ดการฝากส่งจากระบบอัตโนมัติได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งบริการพร้อมส่ง (กล่องสีฟ้า) ในราคาเหมาจ่ายทั่วประเทศที่ช่วยประหยัดเวลา ส่งได้ไม่ต้องรอคิว ด้วยช่องบริการพิเศษ (Fast Track) ณ ที่ทำการไปรษณีย์ 47 แห่งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ลูกค้า B2C สามารถเลือกใช้บริการ D-Packet ซึ่งมีบริการเสริมหลายรูปแบบที่เหมาะกับธุรกิจ อาทิ Drop Off  จุดรับฝากส่งสินค้า Pick Up Service บริการรับสินค้าถึงที่อยู่ผู้ส่ง รวมถึงบริการเก็บเงินปลายทาง COD สามารถติดต่อขอใช้บริการได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ 0 2982 8222

ด้าน ดร.รัฐศาสตาร์ กรสูตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเลขภาพรวมของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท โดยพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยปัจจุบัน มีอัตราการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 3% เมื่อเทียบกับการซื้อของออฟไลน์ ซึ่งในต่างประเทศโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 8.2% และจากการคาดการณ์ อัตราการเลือกซื้อของออนไลน์กับอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.2%เทียบเท่าระดับสากลภายในปี 2565 ในขณะเดียวกันทางภาครัฐ และเอกชนต้องพิจารณาถึงแนวทางในการส่งเสริมและผลักดันให้คนไทยหันมาซื้อของออนไลน์กับระบบอีคอมเมิร์ซมากขึ้น โดยจากการสำรวจ พบว่า สินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เป็นสินค้า 2 อันดับแรกที่มีการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์มากที่สุด

ทั้งนี้ งานเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน และผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ โดยมีนายพิษณุ วานิชผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พร้อมด้วย ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นายสุรเกียรติ จันทรชัยโรจน์ ผู้ก่อตั้งระบบจองขนส่งออนไลน์ SHIPPOP และนายฤทธิ เบญจฤทธิ์ ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ (เพจ Princess Beauty) ร่วมเสวนา ณ ห้องจูปิเตอร์ 4 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี


ไปรษณีย์ไทย ปณท. สินค้า